Categories
ไม่มีหมวดหมู่

ทัชมาฮาล อนุสาวรีย์ลึกลับของ ชาห์ จาฮัน

ทำไมถึงได้มีประตูที่นับไม่ถ้วนทั่วโลกที่ไม่ได้เปิดมานานหลายทศวรรษและหลายศตวรรษดูเหมือนว่าทุกวันนี้คุณสามารถเปิดประตูที่คุณต้องการได้ความจริงก็คือประตูบางบานดูปิด ทัชมาฮาล อนุสาวรีย์ลึกลับ ด้วยเหตุผลมากมายจนถึงในตอนนี้ยังไม่มีใครค้นพบสมบัติและความลึกลัลบที่ซ้อนอยู่

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือประตูที่ถูกปิดอยู่นั่นก็คือ ทัชมาฮาล

โดยอยู่ในประเทศอินเดียเป็นหนึ่งในอาคารที่โรแมนติคที่สุดในโลก ชาห์ จาฮัน ได้เริ่มก่อสร้าง ทัชมาฮาล ในปี1631 เพื่อให้เป็นเกียจแด่ความทรงจำของภรรยคนที่สามของ ชาห์ จาฮัน เป็นภรรยาที่เขานั้นรักอย่างสุดซึ้ง

โดยทั้งคู่นั้นได้อยู่อาศัยร่วมกันมา19ปีแล้วหลังจากนั้นเธอก็ได้เสียชีวิตไปด้วยสาเหตุเธอนั้นได้คลอดลูกคนที่14 จึงทำให้ ชาห์ จาฮัน รู้สึกสูญเสียความรักในชีวิตของเขาและได้ตัดสินใจที่จะรำลึกถึงเธอด้วยการจัดสร้างสุสานที่งดงามที่ได้ใช้ช้างจำนวน1,000เชือก

นอกจากนี้ยังได้ใช้คนก่อสร้างประมาณ20,000คนใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ20ปีเพื่อทำการก่อสร้างอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่นี้ให้แล้วเสร็จการออกแบบและก่อสร้างของพระราชวังแปลกมาก ทัชมาฮาล นั้นได้มีความสูงประมาณ130ฟุตหรือประมาณ40เมตรได้ตั้งอยู่บนขอบของแท่นที่กว้างใหญ่มันอาจจะดูสวยงามแต่จุดประสงค์หลักของการจัดวางแบบนี้มันไม่ใช่ความสวยงาม

เนื่องจากนี้ในศตวรรษที่17ได้มีการก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมที่มีขนาดใหญ่มากๆ

ที่ได้เกิดการทรุดตัวของมันเองมันจึงเป็นเหตุที่ทำให้หัวหน้าสถาปนิกของ ทัชมาฮาล ได้จัดวางหอคอยให้อยู่ห่างออกไปจากหลุมฝังศพเพื่อในกรณีที่มันได้ทรุดตัวล่มลงเศษและซากนั้นมันจะได้ไม่ไปทำลายของ ทัชมาฮาล 

เพราะฉะนั้นแล้วหลังจากที่ได้เป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักแล้ว ทัชมาฮาล ยังคงได้เป็นสถานที่ลึกลับมากมันได้ซ้อนห้องที่ได้ปิดสนิดเป็นจำนวนมากที่ไม่มีใครที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป

และในส่วนของภาพถ่ายของ ทัชมาฮาล ที่ถูกถ่ายมาจากริมแม่น้ำเราสามารถสังเกตุเห็นชั้นใต้ดินถึงสองชั้นเช่นเดียวกันกับบางห้องที่อยู่ในวัง

ดังนั้นสถานที่แห่งนี้ได้รับการผนึงอย่างแน่นหนาอีกทั้งยังได้มีอยู่หลายทฤษฎีด้วยกันว่าทำไมห้องเหล่านี้มันถึงได้ถูกปิดกั้นในช่วงเวลาของ ชาห์ จาฮัน และยังคงถูกปิดมาตั้งแต่บัตินั้นเป็นต้นมา

และนักวิจัยบางคนมีความมั่นใจอีกว่าห้องที่ได้ปิดตายนั้นได้ทำมาจากหินอ่อนมันสามารถเปลี่ยนให้มาเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตได้หากได้สัมผัสกับคาบอนำดออกไซด์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

Categories
ศิลปะ

ความเป็นจริงของเจ้าหญิงRapunzel

โดยเรื่องนี้มันจะมีเนื้อหาประมาณว่าได้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ราชินีของอาณาจักรแห่งหนึ่งเขาได้ป่วยกระทันหันแล้วเขาได้ท้องอยู่ทางพระราชาเขาต้องการยาที่จะรักษาโรคที่จะทำให้พระราชินีของเขาหาย

ซึ่งในตอนนั้นเขาก็ได้รับรู้ว่ามันได้มีตำนานหนึ่งอยู่ที่ได้พูดถึงเกี่ยวกับดอกไม้วิเศษที่สามารถรักษาได้ทุกโรคทุกภัยเลยเขาเลยได้ทำการสั่งให้ทหารทำการออกตามหาดอกไม้เหล่านั้นมาและได้นำดอกไม้เหล่านั้นเอามาบดเป็นยาแล้วทำให้พระราชินีกินจนทำให้พระราชินีคนนั้นหายเป็นปกติ

เนื่องจากนี้ที่ส่งผลไปมากกว่านั้นนั่นก็คือลูกที่คลอดออกมาของราชินีก็ได้มีพลังวิเศษตรงนั่นด้วยนั่นเองและเนื้อหาตรงนี้ก็ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้เพราะจริงๆแล้วต้นไม้ต้นนี้เจ้าดอกไม้นี้มันได้มีคนพบมาก่อนแล้วและคนที่พบเป็นคนแรกนั่นก็คือแม่มดที่มีนามว่า “โกเธล” นั่นเอง 

ดังนั้นแม่มดโกเธลตรงนี้มีอายุที่มากแล้วและใช้คำว่าเตรียมที่จะลงโลงแล้วก็ว่าได้แต่เขาได้ไปเจอดอกไม้วิเศษนี้และเขาก็ได้พบว่าดอกไม้ดอกนี้ได้กลับมาทำให้เขาได้กลับมามีวัยสาวอีกครั้งหนึ่งผิวหนังที่เคยหย่อนยานนั้นก็กลับมาสวยงามอีกครั้งนึงเลยก็ว่าได้

โดยในตอนนี้เองเขาก็พบว่าทหารของพระราชาได้ขโมยดอกไม้ของเขาได้เขาเลยได้ทำการแอบไปลักพาตัวลุกสาวของพระราชาและพระราชินีคนนี้ออกมาเพื่อที่จะยึดพลังอำนาจนั้นเอาไว้เป็นของตัวเองนั่นเองและตามสไตล์ของการ์ตูนก็จะเป็นการ์ตูนพี่เลี้ยงเด็กคนนึงจนโตมาและมีผมที่ยาวหลายสิบเมตร

เพราะฉะนั้นแล้วในพลังงานวิเศษของเจ้าหญิงองค์นี้ถ้าเกิดว่าได้มีพลังงานโพล่ออกมาจากผมก็จะทำให้ผิวหนังหรือร่างกายของโกเธลเขากลับมาสาวอีกครั้งนึง

แต่เขาต้องกลับมาเจอกับเจ้าหญิงอย่างนี้ทุกวันและแม่มดโกเธลกลัวว่าเจ้าหญิงจะถูกลักพาตัวไปอีกเขาก็เลยได้สร้างหอคอขึ้นมาเอาไว้กลางป่าเพื่อขังเจ้าหญิงองค์นี้นั่นเอง

ซึ่งตามการณ์ตูนแล้วพอดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆก็จะมีการเจอกับเจ้าชายก็จะมีการดำเนินเนื้อเรื่องแบบน่ารักอะไรก็ว่ากันไปและผลสุดท้ายตอนจบค่อยข้างที่จะแซดอยู่สมควรนั่นก็คือเจ้าชายได้เสียชีวิตลง

แต่ตามสไตล์ของดีสนีย์มันก็ยังแฮปปี้อยู่ดีเพราะว่าเจ้าหญิงได้มีพลังงานวิเศษอีกจุดหนึ่งนอกจากเส้นผมแล้วนั่นก็คือน้ำตาของเจ้าหญิงที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บหรือบาดแผลได้อีกด้วย

 

ขอขอบคุณ  ทางเข้า ufabet ภาษาไทย   ที่ให้การสนับสนุน

Categories
ศิลปะ

ผลงานศิลป์ของชาวกรีก ในยุคโบราณ

ผลงานศิลป์ของชาวกรีก จะเน้นการถือมั่นในความจริง เชื่อในจิตวิญญาณและความสวยงามของมนุษย์ ซึ่งแตกต่างจากชาวอียิปต์ รวมทั้งชาวเมโสโปเตเมีย ที่ใช้ศิลปะไปในเรื่องของการบูชา เซ่นไหว้ หรือเกี่ยวกับศาสนา แต่ชาวกรีกนั้นจะมีศิลปะในเรื่องที่เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ โดยมองว่าเป็นความดูดีแบบธรรมชาติดุจเหมือนกันกับเทือกเขา ต้นไม้ สายน้ำ

ผลงานศิลป์ของชาวกรีก ด้วยเหตุนี้ ผลงานศิลป์ของกรีก จึงมีไอเดียและแรงบันดาลใจจากร่างกายของมนุษย์เป็นแบบอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในสมัยนั้นผลงานศิลป์ของกรีกที่เด่นๆ จะมีเพียง งานประติมากรรม จิตรกรรม และสถาปัตยกรรม

  1. งานประติมากรรมจะนิยมประดิษฐ์ขึ้นให้เหมือนจริง (Realistic) โดยเฉพาะงานประติมากรรมสรีระของมนุษย์ ชาวกรีก นับว่ามีความสวยงามยิ่ง จึงนิยมปั้นและแกะสลักรูปคนที่ไม่มีการสวมใส่เสื้อผ้าไว้มาก งานประติมากรรมลอยตัวที่เป็นที่รู้จัก ยกตัวอย่างเช่น เทพีวีนัส (Venus) เทพอพอลโล (Apollo) 
  2. งานศิลป์ด้านสถาปัตยกรรม ในยุคแรกๆ จะนิยมเอาไม้มาเป็นวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง สถาปัตยกรรมของกรีกจะมีวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างไว้ใช้งานเป็นส่วนใหญ่  งานสถาปัตยกรรมภาษากรีกแบ่งตามลักษณะหัวเสา 3 แบบใหญ่ๆ คือ แบบดอริก (Doric) แบบไอโอนิก (Ionic) แบบคอรินเทียน (Corinthian) โดยงานสถาปัตยกรรมของกรีกที่สำคัญ เช่น วิหาร (โดยวิหารที่โด่งดังที่สุด คือ วิหารพาร์เธนอน) สนามกีฬา ห้องประชุม 
  3. ทางด้านจิตรกรรม กรีกไม่นิยมสร้างผลงานจิตรกรรม เพราะจิตรกรรมไม่อาจจะถ่ายทอดให้มีลักษณะที่จริงได้ด้วยเหตุนี้ งานจิตรกรรมจะออกมาในลักษณะของการตกแต่ง ยกตัวอย่างเช่น รูปภาพตามฝาผนังหรือบนภาชนะต่างๆ เรื่องราวที่เอามาเขียนส่วนมากจะเกิดจากเรื่องเล่า จิตรกรรมกรีกที่รู้จักกันดีก็เห็นได้จากลวดลายสีสันที่อยู่บนผิวแจกัน 

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนจึงมีผลงานจิตรกรรมที่มีรูปร่างใกล้เคียงกับรูปเรขาคณิต มีความง่ายๆ  สีที่ใช้ได้แก่ สีดิน เป็นการเอาสีดำออกน้ำตาลมาวาดในรูปแบบต่างๆ ลงบนผิวของแจกันที่เป็นสีน้ำตาลอมแดงอยู่แล้ว บางครั้งก็มีสีขาว รวมทั้งสีอื่นๆร่วมด้วย เช่น หากต้องการให้รูปร่างที่จะวาดเป็นสีดำ ก็จะระบายแจกันทั้งหมดเป็นสีแดง

หรือระบายเฉพาะส่วนที่ต้องการวาดให้เป็นสีแดงและวาดรูปร่างอื่นๆ ด้วยสีดำ  ต่อมาในพุทธศักราชที่ 1 มีรูปแบบงานจิตรกรรมใหม่ ซึ่งก็คงเรียกว่าใหม่ได้ไม่เต็มปากนัก เพราะแค่เปลี่ยนแปลงตำแหน่งสี โดยใช้สีดำออกน้ำตาลลงเป็นพื้นหลัง และวาดรูปลักษณะอื่นๆ ที่ต้องการด้วยสีส้มแดง 

งานศิลปะของกรีกในยุคโบราณนั้น เป็นไปด้วยความเรียบง่าย และพัฒนาเป็นความสวยงามหรูหราขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้ปัจจุบันยังคงเป็นที่นิยมอยู่ และเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยี่ยมชมเสมอ

 

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ufabet ภาษาไทย