Categories
ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์เชิงแหล่งการท่องเที่ยว

แหล่งการท่องเที่ยว สำหรับการท่องเที่ยวนั้นต้องบอกเลยว่าผู้คนนั้นต่างก็ให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างมากและรวมไปถึงวัฒนธรรมต่างๆที่ได้มีการขุดค้นพบขึ้นและได้พบหลักฐานมากมายหลายอย่างรวมไปถึงแผ่นศิลาจารึกและโบราณสถานต่างๆที่ผู้คนนั้นยังเข้าไปไม่ถึงซึ่งโบราณสถานแห่งนี้ก็อยู่ไม่ไกลไปจากโบราณสถานกู่น้อยสักเท่าไรซึ่บอกได้เลยว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ได้มีการขุดค้นพบในที่แห่งนี้

กู่น้อย 

ซึ่งเป็นศาสนสถานฮินดูได้สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่17ประกอบด้วยตัวปราศาสตร์

ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงศิลารูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าด้านนอกกำแพงมีคูน้ำล้อมอยู่โดยรอบแต่จะเว้นช่องทางตรงกลางทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่อเป็นทางเข้าออกเชื่อมต่อไปยังซุ้มประตู ซุ้มประตูหรือโคปุระของกู่น้อยมีทั้งด้านทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกในรูปแบบคล้ายกันแต่ในปัจจุบันซุดโซมเหลือแต่เพียงแค่ฐานศิลาบนพื้นหินยังพบร่องรอยหลุมเสาอยู่หลายจุดสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นหลุมปักเสาไม้ที่เป็นส่วนประกอบของซุมประตูที่มีแบบเครื่องไม้กระเบี้ยง

ซึ่งได้มีการบูรณะโบราณสถานจึงได้มีการจำลองเอาเสาไม้มาติดเอาไว้เพื่อให้ผู้ที่ได้เข้ามาเที่ยวชมได้เห็นภาพของเสาในตำแหน่งเดิมในส่วนองค์ปราสาทองค์ประทานเป็นปราสาทหินหลังเดียวก่อฐานด้วยศิลาแลงและมีหินทรายสีแดงกุ่อยู่แต่ก็ยังมีสภาพที่ซุดโซมไปมากนอกจากนี้ยังพบหลักฐานของอาคารศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมพื้นผ้าอีกหนึ่งหลัง ซึ่งบนพื้นก็มีหลุมเสาคล้ายทางด้านโคปุระกระจายอยู่หลายหลุมอาคารหลังนี้จึงหน้าจะเป็นอาคารเครื่องไม้มุงกระเบี้ยงเช่นกัน เมื่อออกจาก อำเภอ นาดูน เดินทางออกไปยังอำเภอ วาปีปทุมตามถนนสาย2045ริมทางในเขตตำบลหนองแซง

จะมีปราสาทหินเล็กๆนั้นตั้งอยู่ชื่อว่า กู่บ้านแดง ด้วยขนาดและทำลที่ตั้งทำให้นักท่องเที่ยวหลายๆคนผ่านไปเลยกู่บ้านแดงไปอย่างหน้าเสียดายทั้งที่ความจริงแล้วโบราณสถานแห่งนี้มีแง่มุมที่หน้าสนใจทั้งทางด้านศิลปะกรรมและคติความเชื่อที่มีอันแตกต่างไปจากปราสาทหินส่วนใหญ่ในภาคอีสานเอกลักษณ์อันเด่นชัดเรื่องแรกของกู่บ้านแดง คือ การเป็นศาสตร์ สถานในพุทธศาสตร์สนามหายานโดยมีเรือนปราสาทสามหลังตั้งเรียงอยู่ในฐานเดียวกันหันหน้าไปทางทิศตะวันออกที่เรียกกันว่าปราสาทปรางค์สามยอด

ซึ่งกู่บ้านแดงเป็นปราสาทหินแห่งเดียวในภาคอีสานที่สร้างในรูปแบบสถานปติยกรรมเช่นนี้แง่มุมที่หน้าศึกษาต่อไปคือทับหลังหินทรายแดงสองชิ้นที่พบอยู่กอบเหนือประตูทางเข้าทับหลังนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นแบบจำลองแต่รูปสลักที่ถูกลอกแบบหินก็เพียงพอต่อการบอกเล่าเรื่องราวทางโบราณคดี

Categories
ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ของพระเจ้าเสือที่หลายคนต้องรู้

พระเจ้าเสือ ประวัติศาสตร์สมัยก่อนนั้นีเอาให้เราได้เข้าไปศึกษาอย่างมากมาย

พระเจ้าเสือ ได้มีการเผยแพร่ให้สู่คนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้กันและซึ่งในบางประวัตินั้นก็มิได้มีการถูกเขียนออกมาเพราะยังไม่มีใครรู้เรื่องของประวัติเหล่านี้ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกกล่าวในเรื่องของประวัติพระเจ้าเสือซึ่งไม่มีใครนั้นยังไม่รู้ประวัติความเป็นมาและนิสัยของพระเจ้าเสือ

พระเจ้าเสือมีพระนามเรียกขาน

ตั้งแต่ครั้งแรกเกิดมะเดื่อเนื่องจากผิวพันนั้นสวยงามเมื่อโตขึ้นมาและได้รับราชกาลและมีชื่อบรรดานศักดิ์คือ หลวงสรศักดิ์ทั้งนี้ในพงศาวดารหลายฉบับไม่ค่อยกล้าบันทึกเรื่องราวของท่านมากนักบางฉบับก็เขียนไว้ว่าเป็น กษัตริย์ยอดนักบู๊แต่ก็มีมุมมืดที่ในนิยายหลายๆเรื่องก็เลี่ยงที่จะกล่าวตัวของมะเดื่อนั้นเมื่อกับเด็กมีปัญหาที่ต้องการความยอมรับจากการที่ใครๆก็รู้ว่าท่านนั้นคือพระโอรสของสมเด็จพระนารายณ์แต่กลับไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ในราชสกุลกลายเป็นเพียงบุตรขุนนางผู้หนึ่งเท่านั้นจึงทำให้มะเดื่อต้องพยายามแสดงออกเพื่อต้องการ

การยอมรับในสังคมโดยสร้างวีรกรรมไว้มากมายจึงกลายเป็นหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์และแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชามีอยู่ครั้งหนึ่งได้มีช้างตกมันอยู่ไม่มีใครกล้าจับมะเดื่อจึงได้แสดงความกล้าหารจับช้างและได้ปลดเชื่อกนั้นและพาลงน้ำจนหายตกมันจนทำให้สมเด็จพระนารายณ์พอพระทัยและได้แต่งตั้งให้เป็นหลวงสรศักดิ์สังกัดกรมคัดสะบายกรมเดียวกันกับพระเพทราชาและยังได้สร้างวีรกรรมอีกมากครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จไปประทัพที่เมืองลพบุรี

พอได้ตามไปด้วยและได้ไปสร้างตึกด้วยการจับสึกพระมาเป็นกุลีหลวงสรศักดิ์ไม่พอใจอย่างมากจึงได้ทูลฟ้องสมเด็จพระนารายณ์แต่นั้นก็ไม่ได้รับโทษอันใดจากนั้นจึงได้จัดการเองด้วยการไปดักรอที่หน้าประตูวังและได้ชกปากจนฟันหักสองซี่จากนั้นได้โกรธมากจึงได้ฟ้องคุณหลวงและจะเอาเรื่องให้ได้แต่หลวงสรศักดิ์ได้หนีลงเรือกลับอยุธยาไปก่อนคุณหลวงจึงให้ไปตามตัวคั้นเรื่องถึงหูเจ้าแม่วัดดุสิตจึงได้ทูลขอพระราชทานอภัยให้กับหลวงสรศักดิ์ด้วยเหตุที่ว่าฟอลคอนไปจับสึกพระด้วยความเกงพระทัยคุณหลวง

จึงได้เพียงว่ากล่าวไปเท่านั้นและหลวงสรศักดิ์ยังชอบการคุกครีตีมุงกับชาวบ้านชอบการชกมวยเป็นที่สุดเสมือนนักเลงเลยก็ว่าได้และยังมีเรื่องเล่าขานของความเจ้าชู้อยากมากของท่ายอีกด้วย