ประเพณีไทย กวนข้าวทิพย์

สำหรับประเพณีกวนข้าวทิพย์ในปัจจุบัน

ถ้าเป็นคนกรุงเทพแล้วเชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จักประเพณีนี้กันแล้ว แต่หากว่าเป็นคนต่างจังหวัดหรือชนบทเชื่อว่าทุกคนยังคงรู้จักประเพณีนี้กันอยู่ เพราะปัจจุบันประเพณีก็ยังมีการสืบสานสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้จะนิยมทำกันทุกปี โดยทุกคนจะมารวมตัวกันที่วัดเพื่อช่วยกันกวนข้าวทิพย์

ซึ่งตามประวัติที่มาของการกวนข้าวทิพย์เพื่อนำมาใส่บาตรให้กับพระสงฆ์นั้นมาจากสมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้ มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า นางสุชาดา ได้นำข้าวทิพย์มาตักบาตรให้กับพระพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือนสิบสอง และหลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสรู้ จึงทำให้มีคนทำตามต่อๆกันมาจนกลายเป็นประเพณี ซึ่งปัจจุบันประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้จะมีการทำแล้วใส่บาตรให้กับพระสงฆ์ในช่วงก่อนเดือนสิบสอง

สิ่งที่ใช้ประกอบในการทำข้าวทิพย์นั้น ชาวบ้านจะนำมาจากที่บ้านแล้วนำของมารวมกันที่วัดซึ่งสิ่งของที่เตรียมมาก็แล้วแต่ว่าใครจะสะดวกเตรียมอะไรมา เช่นบางคนอาจสะดวกเตรียม น้ำตาลทราย บางคนสะดวกเตรียมนม

           อันที่จริงประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ถือเป็นกุศลละบายของคนสมัยโบราณที่ต้องการให้คนในชุมชนมีความรักความสามัคคีต่อกันจะเห็นได้จากทุกคนต้องมาร่วมแรงร่วมใจที่จะมาทำด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างนำมาใส่บาตร ชาวบ้านต่างก็ต้องเสียสละเวลาจากการทำงานมาช่วยกันในการที่จะกวนข้าวทิพย์ในกระทะที่มีขนาดใหญ่และเมื่อกวนเสร็จแล้วจึงตักแบ่งใส่ถุงให้แต่ละบ้านนำกลับไปเพื่อนำมาใส่บาตรที่วัดในวันรุ่งขึ้นและนำไปรับประทานกันในครอบครัว  ซึ่งถือว่าสิ่งที่ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจช่วยกันทำนอกจากจะเป็นการสร้างความสามัคคีให้กับคนในชุมชนแล้ว ยังถือว่าเป็นการทำบุญร่วมกันอีกด้วย

           ประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ ในปัจจุบัน เราจะยังคงเห็นในหลายๆจังหวัดแต่ส่วนใหญ่จะมีการสานต่อประเพณีนี้ด้วยกันเฉพาะหมู่บ้านเล็กๆเท่านั้น หากเป็นต่างจังหวัดแต่ถ้าหากอยู่ในเขตอำเภอเมืองแล้ว ส่วนใหญ่ก็เริ่มจะไม่เห็นการทำกิจกรรมกวนข้าวทิพย์กันแล้ว ซึ่งที่จริงแล้วกิจกรรมแบบนี้ถือเป็นกิจกรรมที่บ้านที่ทางชุมชนหมู่บ้านต่างๆควรจะอนุรักษ์ไว้ เพราะไม่ใช่แค่การร่วมกันทำบุญเท่านั้นแต่คนในชุมชน ยังได้ออกมาช่วยกันมาเห็นหน้ากันพูดคุยกัน ทำให้คนในชุมชนรักกันและหากมีอะไรก็จะคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังนั้น พวกเราในฐานะพุทธสานิชนที่ดีควรจะช่วยกันสืบทอดประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ให้อยู่ต่อไปคู่คนไทยอีกนานแสนนาน

นนทรีย์ นิมิบุตร หนึ่งในผู้กำกับไทยที่รู้จักกันดี

 

 

เจ้าตำนานผู้กำกับของประเทศไทยของเรา เขาเป็นคนที่ทำให้กระแสหนังโทรงในประเทศของเรากลับมาเป็นยุครุ่งเรืองอีกครั้งหลังจากที่เกิดเหตุหนังไทยซบเซาอย่างยาวนานหลายสิบปี

ก็ต้องพึ่งผลงานผู้กำกับคนนี้แหละ ผู้ที่สร้างปรากฏการหนังให้ดังกระหึม ซึ่งหนังเพียงแค่สองเรื่องนี้ถือเป็นการจุดเทียนที่ดับไปอย่างยาวนานได้เลย ไม่มีใครไม่รู้จักหนังสองเรื่องนี้จริงๆ นั้นคือเรื่อง แก๊งอันธพาล 2499 อันธพาลครองเมือง แล้วก็อีกเรื่อง นางนาก หนังสยองขวัญสุดคลาสสิคที่หาเวอร์ชั่นไหนมาชนะเวอร์ชั่นนี้ได้เลย

 

หนังที่สร้างปรากฏการให้กับคนทั้งประเทศได้รู้จักอีกแง่มุมนึงของเหล่าอันธพาล

ที่ไม่ใช่แค่เอาแต่ตีกันอย่างที่เราได้เห็นโดนผิวเผิน แต่นำเสนอแง่มุมการใช้ชีวิต ความรักที่ไม่อาจปฏิเสธ แล้วก็ความรักพวกพ้องที่ทำให้คนทั้งประเทศกลายเป็นประเทศที่รักเพื่อนกันขึ้นมาเลยทีเดียว ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้กำเนินนังแสดงสุดดังหลายต่อหลายคน ยิ่งผู้แสดงเป็นแดงไบเล่

นั้นก็คือ พี่ติ๊ก เจษฎา นี่เอง ทำเอาผู้หญิงทั้งประเทศคลั่งพระเอกคนนี้กับคำพูดว่า “เป็นเมียพี่ ต้องอดทน” เป็นคำพูดสุดฮิตที่ใช้จนถึงทุกวันนี้เลยล่ะ

แล้วเรื่องนี้ก็ทำรายได้อย่างมากมายในยุคนั้นเลยล่ะ ถึง 70กว่าล้านบาท โอวถือว่าเป็นการสร้างกระแสละลอกแรกมาอย่างดี พอผู้กำกับคนนี้ได้กำกับหนังเรื่องที่สองที่สุดยอดยิ่งกว่าเรื่องแรก นั้นคือหนังที่อิงจากเรื่องจริงที่บอกกันมาปากต่อปาก กลายเป็นหนังสุดสยองที่ทำให้คนไทยกลัวกันทั้งประเทศ นั้นคือเรื่อง นางนาก หนังสยองขวัญอันแสนสุดยอดอีกเรื่องของประเทศไทยเรา

เรื่องนี้ทำให้เหล่าคนดูได้เข้าใจเนื้อเรื่องของผีที่ยึดติดในความรักของนางนาก แล้วก็เป็นหนังที่สร้างความซาบซึ้งอย่างมากให้กับคนในประเทศ แล้วก็ต้องบอกเลยว่าหาหนังสยองมาปราบเรื่องนี้ยากเหลือเกิน

ถ้าเกิดว่าใครได้ดูหนังสองเรื่องนี้ก็คงเข้าใจดีว่าเป็นหนังที่สร้างกระแสให้วงการหนังไทยได้ดีจริงๆ หรือต่อให้ไม่เคยดูก็ต้องเคยได้ยินมาอย่างแน่นอน