ประวัติศาสตร์เชิงแหล่งการท่องเที่ยว

สำหรับการท่องเที่ยวนั้นต้องบอกเลยว่าผู้คนนั้นต่างก็ให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างมากและรวมไปถึงวัฒนธรรมต่างๆที่ได้มีการขุดค้นพบขึ้นและได้พบหลักฐานมากมายหลายอย่างรวมไปถึงแผ่นศิลาจารึกและโบราณสถานต่างๆที่ผู้คนนั้นยังเข้าไปไม่ถึงซึ่งโบราณสถานแห่งนี้ก็อยู่ไม่ไกลไปจากโบราณสถานกู่น้อยสักเท่าไรซึ่บอกได้เลยว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ได้มีการขุดค้นพบในที่แห่งนี้

กู่น้อย 

ซึ่งเป็นศาสนสถานฮินดูได้สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่17ประกอบด้วยตัวปราศาสตร์

ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงศิลารูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าด้านนอกกำแพงมีคูน้ำล้อมอยู่โดยรอบแต่จะเว้นช่องทางตรงกลางทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่อเป็นทางเข้าออกเชื่อมต่อไปยังซุ้มประตู ซุ้มประตูหรือโคปุระของกู่น้อยมีทั้งด้านทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกในรูปแบบคล้ายกันแต่ในปัจจุบันซุดโซมเหลือแต่เพียงแค่ฐานศิลาบนพื้นหินยังพบร่องรอยหลุมเสาอยู่หลายจุดสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นหลุมปักเสาไม้ที่เป็นส่วนประกอบของซุมประตูที่มีแบบเครื่องไม้กระเบี้ยง

ซึ่งได้มีการบูรณะโบราณสถานจึงได้มีการจำลองเอาเสาไม้มาติดเอาไว้เพื่อให้ผู้ที่ได้เข้ามาเที่ยวชมได้เห็นภาพของเสาในตำแหน่งเดิมในส่วนองค์ปราสาทองค์ประทานเป็นปราสาทหินหลังเดียวก่อฐานด้วยศิลาแลงและมีหินทรายสีแดงกุ่อยู่แต่ก็ยังมีสภาพที่ซุดโซมไปมากนอกจากนี้ยังพบหลักฐานของอาคารศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมพื้นผ้าอีกหนึ่งหลัง ซึ่งบนพื้นก็มีหลุมเสาคล้ายทางด้านโคปุระกระจายอยู่หลายหลุมอาคารหลังนี้จึงหน้าจะเป็นอาคารเครื่องไม้มุงกระเบี้ยงเช่นกัน เมื่อออกจาก อำเภอ นาดูน เดินทางออกไปยังอำเภอ วาปีปทุมตามถนนสาย2045ริมทางในเขตตำบลหนองแซง

จะมีปราสาทหินเล็กๆนั้นตั้งอยู่ชื่อว่า กู่บ้านแดง ด้วยขนาดและทำลที่ตั้งทำให้นักท่องเที่ยวหลายๆคนผ่านไปเลยกู่บ้านแดงไปอย่างหน้าเสียดายทั้งที่ความจริงแล้วโบราณสถานแห่งนี้มีแง่มุมที่หน้าสนใจทั้งทางด้านศิลปะกรรมและคติความเชื่อที่มีอันแตกต่างไปจากปราสาทหินส่วนใหญ่ในภาคอีสานเอกลักษณ์อันเด่นชัดเรื่องแรกของกู่บ้านแดง คือ การเป็นศาสตร์ สถานในพุทธศาสตร์สนามหายานโดยมีเรือนปราสาทสามหลังตั้งเรียงอยู่ในฐานเดียวกันหันหน้าไปทางทิศตะวันออกที่เรียกกันว่าปราสาทปรางค์สามยอด

ซึ่งกู่บ้านแดงเป็นปราสาทหินแห่งเดียวในภาคอีสานที่สร้างในรูปแบบสถานปติยกรรมเช่นนี้แง่มุมที่หน้าศึกษาต่อไปคือทับหลังหินทรายแดงสองชิ้นที่พบอยู่กอบเหนือประตูทางเข้าทับหลังนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นแบบจำลองแต่รูปสลักที่ถูกลอกแบบหินก็เพียงพอต่อการบอกเล่าเรื่องราวทางโบราณคดี

เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

รำลึกถึงประวัติศาสตร์ความน่ากล้วของพระนเรศวร

ความน่ากล้วของพระนเรศวรมหาราชที่แม้แต่ประวัติศาสตร์ไทยก็ยังไม่กล้าเหล้าตลอดราชรัฐกาลของพระองค์เนื่องด้วยมีศึกสงครามบ่อยครั้งทำให้พระบรมราโชบายในการปกครองค่อนข้างเข้มงวดโดยหากข้าราชการคนใดกระทำไปจากพระราชกำหนดบทอัยการแม้แต่เล็กน้อยก็จะเป็นโทษดังตั้งแต่เริ่มทเฉลิมทหวันพระราชสมบัติเมื่อเกิดข้อผิดพลาดนั้นในพระราชพิธีปราบดาภิเษกเมื่อเสด็จเดินทางไป

ยังพระเนียดอันเป็นสถานที่เลี้ยงช้างและก็ทำพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าแผ่นดินเพื่อจะได้ทำพิธีราชาภิเษกถือน้ําพิพัฒน์สัตยาต่อพระองค์ผีพายเรือพระที่นั่งและก็เรืออื่นๆในกระบวนได้กระทำผิดแบบแผนในคณะที่นำเรือเข้าเทียบพระนเรศวรก็ไม่ได้ลงพระราชอายาในทันทีทรงรับพระราชาบรมราชาภิเษกตามราชประเพณีหากแต่เมื่อเสร็จพระราชพิธีแล้วจึงมีพระราชดำรัชให้เราตัวผีพายเรือพระที่นั่งและก็เรือผีพายพระที่นั่งอื่นๆประมาณ10600คนเผาทั้งเป็นเสียนะ

ที่นั้นและก็มีพระราชดำรัชแก่ข้าราชการทั้งปวงว่ามีพระราชประสงให้จดจำเรื่องนี้เป็นตัวอย่างในรัฐกาลของพระองค์ตัสแล้วก็เสด็จกลับพระราชวังค์หงส์เสาวะดานฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ซึ่งเป็นโพงเสาวะดานกรุงศรีอยุธยาที่มีความเชื่อถือมากที่สุดได้บันทึกไว้ว่าสักหลาด9055ไม่สิงชกตรงกับปีพุทธศักราช1036วันที่2 10ค่ำเสด็จพระมหาปราสาทค่ำนั้นทรงพระโกทาแก่มอนให้เผามอนประมาณ100คนความเข้มงวดของผู้กระทำผิดแต่ก็ยังมีกระผิดตลอดที่พระองค์ทรงครองราชเรื่อย

มาดั่งที่ได้เห็นอยู่ในหงส์เสาวะดานในกรุงศรีอยุธยาสำนวนแปลของหม่อหลวงราชวงปราโมดว่า พระนเรศวรราชาธิราชเจ้า ชาวมะลายูขนานนามว่า รายาอาปี คนไทยเรียกว่า พระองค์ดำ ราชการของพระองค์นั้นห้าวหารในการศึกและเข้มงวดกว่าราชกาลอื่นๆที่เรานั้นเคยเห็นมาในกรุงศรีอยุธยา

และมีคำบอกกล่าวกันมาหลายกระแสและก็ยังได้มีคนที่เกิดทันได้เห็นจำนวนมากพูดกันว่าในเวลาที่สะเหวยราชสมบัตินั้นพระองค์ได้ทรงประหารชีวิตและก็ให้ลูกขุนปรึกษาลงโษทประหารชีวิตตามบทคำนำพระอายาการเสียถึง8หมื่นคนไม่นับผู้คนที่เสียชีวิตในสงครามอีกจำนวนมากไม่ว่าจะเสด็จไปนะที่ใดมักจะเสด็จด้วยพระชาทานม้าพระที่นั่งเรื่อพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะขาดพระแสงศัสตราวุธไม่ได้พระองค์ทรงวางลูกธนูไว้บนพระเภาและก้มีพระแสงธนูอยู่ในพระหัตถ์ตลอดหากพระเนศเห็นผู้ใดทำการที่ไม่พอใจก็จะทรงยิงพระแสงธนูไปยังผู้นั้นทันที

ศิลปะความอยู่รอดของคนยุคเก่า

ศิลปะความอยู่รอดของคนยุคเก่ามีดังนี้

ศิลปะในยุคหินมีการขุดค้นพบของนักประวัติศาสตร์หลายคนแสดงถึงอารยธรรมเก่าแก่การล่าสัตว์การเก็บของเก่าหรือแม้แต่การแสดงสัญลักษณ์ต่างๆเพื่อให้คนที่มาในรุ่นหลังได้เห็นว่ายุคก่อนหน้านี้มีอะไรเกิดขึ้นมากมายโดยการจดบันทึกของเขาจะเป็นรูปร่างลักษณะโดยใช้สีจากธรรมชาติในการบันทึกเพื่อให้ง่ายต่อการจดบันทึกเขามักจะจดที่ก้อนหินขนาดใหญ่เพื่อให้ง่ายต่อการมองเห็นหรือแม้แต่จะเป็นกำแพงผนังของถ้ำที่อยู่อาศัยในขณะนั้นหากย้อนไปประมาณหลายหมื่นปีการจดบันทึกต่างๆไม่มีการคิดค้นตัวอักษรใดๆทั้งสิ้น

เพียงแต่รูปร่างสัตว์ที่เราเห็นด้วยตาเปล่าและจินตนาการภาพผ่านลงบนผิวผนังก้อนหินและสิ่งต่างๆสีที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดในก็คือสีจากดินเป็นสีจากดินสีแดงที่มีลักษณะสำคัญคือการผสมเลือดของสัตว์เพื่อให้สีมีความเข้มข้นขึ้นบวกกับดินจะทำให้ลักษณะชัดเจนมีความสวยงามในยุคนั้นๆและที่สำคัญที่นักประวัติศาสตร์หลายคนมีความตกตะลึง

ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันมีความคมชัดอยู่ในระดับหนึ่งแสดงว่าสิ่งที่เขาใช้มาตลอดมีความเข้มข้นเป็นอย่างมากเมื่อผ่านกาลเวลาหลายหมื่นปีมาแล้วจะตกทอดให้คนรุ่นหลังได้เห็นความสวยงามของสิ่งที่เรียกว่าศิลปะในยุคเก่ารูปภาพต่างๆที่แสดงวิถีชีวิตของคนในยุคนั้นการล่าสัตว์การประดิษฐ์สิ่งของต่างๆเพื่อใช้เพิ่มความสะดวกสบายในส่วนนั้นๆอะไรเป็นวิวัฒนาการสำคัญที่ทำให้แบ่งแยกกลุ่มนักล่ากับกลุ่มผู้ถูกล่ามนุษย์เป็นกลุ่มผู้ล่าตั้งแต่นานมาแล้วด้วย

การสมัยแรกใช้กระดูกของสัตว์ที่มีความแข็งเช่นกระดูกต้นขา

เพื่อใช้ทุบตีสิ่งของต่างๆทุบทำร้ายสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารและต่อมามีการวิวัฒนาการทำให้กระดูกเหล่านั้นมีความคมมากยิ่งขึ้นเพื่อใช้แทนกรีดผ่าแร่หนังของสัตว์ในส่วนนั้นสมัยก่อนมีความหนาวเย็นอย่างมากถ้าเราไม่อยู่ในถ้ำที่มีความอบอุ่นเราจะไม่สามารถอยู่ได้การนำขนสัตว์มาใช้เพื่อหุ้มร่างกายถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถยืนยาวอยู่ในโลกนี้ได้นานกว่า 1 ปีและในปัจจุบันก็ยังมีการใช้ขนสัตว์มาเป็นเครื่องแต่งกายเพื่อแสดงถึงรสนิยมต่างๆทางสังคมอีกด้วยมาถึงเรื่องของศิลปะในยุคก่อนไม่มีการวาดอย่างมีการวางแผนเขาจะใช้สัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกวิธีการทำสิ่งของต่างๆ

โดยที่จะวาดในสิ่งที่เห็นเท่านั้นสัตว์มี 4 ขาก็จะวาดลำตัวเป็นกลมๆแล้วก็มีท่อนขาลงมาแล้วก็ส่วนประกอบต่างๆที่ง่ายต่อการสังเกตได้ว่าในฤดูกาลต่างๆเราสามารถล่าสัตว์ชนิดไหนได้บ้างเพราะแต่ละฤดูจะมีแต่ละประเภทต่างกันออกไปได้จึงทำให้ศิลปะบนกำแพงมีความสำคัญกับคนยุคเก่าเป็นอย่างมากเพราะคนที่มาอยู่ต่อจะได้รู้ว่าเราควรปรับตัวและใช้ชีวิตอย่างไร

ประเพณีการแต่งงาน

ประเพณีการแต่งงานของไทยมีอะไรบ้าง

ก่อนที่เรานั้นจะแต่งงานแน่นอนว่าทั้งชายและหญิงนั้นต้องทำการรู้จักกันและศึกษากันให้รู้จักนิสัยและใจคอกันและกันก่อนที่จะตัดสินใจในการที่เรานั้นจะแต่งงานกันเรานั้นต้องตรวจสอบอะไรหลายอย่างด้วยกันว่าเราสองคนนั้นสามารถที่จะเข้ากันได้ไหมและเมื่อมีอะไรที่ทำให้เราสองคนนั้นไม่เข้าใจกันเราต้องทำตัวกันอย่างเพื่อให้เรานั้นเข้าใจกันและกันก่อนที่เรานั้นจะตัดสินใจและตกลงแต่งงานกัน

ซึ่งในสังคมไทยเมื่อชายและหญิงนั้นตัดสินใจที่จะแต่งงานกันฝ่ายชายมักจะสรรหาผู้ใหญ่ซึ่งอาจจะเป็นพ่อหรือแม่หรือว่าผู้ที่มีหน้ามีตาในสังคมเอามาเป็น  เถ้าแก่ ในการสู่ขอ และไปทาบทามแก่พ่อแม่ฝ่ายหญิง รวมไปถึงการเจรจาการตกลงค่าสินสอดทองหมั่นและเมื่อตกลงได้แล้วก็เอาวันเดือนปีเกิดของทั้งสองนั้นไปดูฤกษ์งามยามดี 

การแต่งงานแบบประเพณีไทย  วันนี้เราจะมาพูดถึงการแต่งงานแบบประเพณีของไทยที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นจนถึงทุกวันนี้ และเมื่อเรานั้นไปดูฤกษ์งามยามดีกันแล้วและถึงกำหนดวันที่จะแต่ง

ทางฝ่ายชาย ก็ต้องจัดตั้งขบวนขันหมากพร้อมกับสินสอดทองมั่นที่ได้ตกลงเอาไว้กับฝ่ายหญิงมาที่บ้านของฝ่ายหญิงสาวที่เรานั้นจะไปสู่ขอ

ทางฝ่ายผู้หญิง  ก็จะจัดเตรียมต้อนรับขบวนขันหมากของฝ่ายชาย โดยที่ปกติจะใช้เด็กผู้หญิงถือพานเชิญขันหมากไว้คอยต้อนรับขบวนขันหมากเข้าบ้าน อีกทั้งต้องเตรียมเรื่องพิธีทางศาสนาโดยการนิมนต์พระสงฆ์มาเป็นจำนวน 9 รูป เพื่อที่เอามาทำพิธีทางศาสนา เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้แก่ผู้บ่าวสาวและที่ต้องนิยมพระสงฆ์มา 9 รูปนั้นด้วยว่าเป็นตัวเลขที่ดีมีความเจริญก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง  

ลำดับขั้นตอนการเข้าพิธีแบบไทย 

  • พิธีสงฆ์ ซึ่งเรานั้นนับถือศาสนาพุทธเรานั้นเชื่อว่าเป็นพิธีที่มีความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้บ่าวสาว
  • พิธีปูเรียงสินสอด  หรือว่าตรวจสอบว่าสินสอดนั้นมาครบไหมเพื่อให้ทุกคนนั้นรู้และเป็นพยาน
  • พิธีสวมแหวน  รับตัวเจ้าสาวเข้าสู่พิธีการสวมแหวนหมั้นหรือว่าแหวนแต่งงาน
  • พิธีรับไหว้ผู้ใหญ่  เพื่อเป็นการขมาต่อสิ่งที่คู่บ่าวสาวนั้นได้กระทำล่วงเกินไว้
  • พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ หรือพิธีรดน้ำสังข์  พิธีนี้ถือว่าเป็นพิธีไฮไลท์ของานเพราะว่าเป็นการที่อวยพรบ่าวสาวและให้บรรดาญาติเพื่อนฝูงหรือว่าคนที่มาร่วมความยินดีนั้นและอวยพรให้แก่ผู้บ่าวสาวให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป 
  • พิธีการส่งตัวหรือว่าเข้าหอ  อันดับนี้เป็นอันดับสุดท้ายเพื่อที่ให้บ่าวสาวนั้นเข้าหอนั่งเอง

การแต่งงานแบบไทยนั้นเป็นงานพิธีที่เป็นมงคล และด้วยวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมแบบเรียบง่ายที่สืบทอดต่อกันมาและในสมัยนี้พิธีการแต่งงานนั้นถูกตัดออกและย่อให้เหมาะสมกับสถาพเศรษกิจและสังคมในปัจจุบันอันไหนที่สิ้นเปลืองก็ตัดออกไป แต่ว่ายังคงรักษาพิธีการแต่งงานตามธรรมเนียมไทยสืบทอดต่อกันมา  

ประวัติศาสตร์ของพระเจ้าเสือที่หลายคนต้องรู้

ประวัติศาสตร์สมัยก่อนนั้นีเอาให้เราได้เข้าไปศึกษาอย่างมากมาย

ได้มีการเผยแพร่ให้สู่คนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้กันและซึ่งในบางประวัตินั้นก็มิได้มีการถูกเขียนออกมาเพราะยังไม่มีใครรู้เรื่องของประวัติเหล่านี้ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกกล่าวในเรื่องของประวัติพระเจ้าเสือซึ่งไม่มีใครนั้นยังไม่รู้ประวัติความเป็นมาและนิสัยของพระเจ้าเสือ

พระเจ้าเสือมีพระนามเรียกขาน

ตั้งแต่ครั้งแรกเกิดมะเดื่อเนื่องจากผิวพันนั้นสวยงามเมื่อโตขึ้นมาและได้รับราชกาลและมีชื่อบรรดานศักดิ์คือ หลวงสรศักดิ์ทั้งนี้ในพงศาวดารหลายฉบับไม่ค่อยกล้าบันทึกเรื่องราวของท่านมากนักบางฉบับก็เขียนไว้ว่าเป็น กษัตริย์ยอดนักบู๊แต่ก็มีมุมมืดที่ในนิยายหลายๆเรื่องก็เลี่ยงที่จะกล่าวตัวของมะเดื่อนั้นเมื่อกับเด็กมีปัญหาที่ต้องการความยอมรับจากการที่ใครๆก็รู้ว่าท่านนั้นคือพระโอรสของสมเด็จพระนารายณ์แต่กลับไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ในราชสกุลกลายเป็นเพียงบุตรขุนนางผู้หนึ่งเท่านั้นจึงทำให้มะเดื่อต้องพยายามแสดงออกเพื่อต้องการ

การยอมรับในสังคมโดยสร้างวีรกรรมไว้มากมายจึงกลายเป็นหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์และแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชามีอยู่ครั้งหนึ่งได้มีช้างตกมันอยู่ไม่มีใครกล้าจับมะเดื่อจึงได้แสดงความกล้าหารจับช้างและได้ปลดเชื่อกนั้นและพาลงน้ำจนหายตกมันจนทำให้สมเด็จพระนารายณ์พอพระทัยและได้แต่งตั้งให้เป็นหลวงสรศักดิ์สังกัดกรมคัดสะบายกรมเดียวกันกับพระเพทราชาและยังได้สร้างวีรกรรมอีกมากครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จไปประทัพที่เมืองลพบุรี

พอได้ตามไปด้วยและได้ไปสร้างตึกด้วยการจับสึกพระมาเป็นกุลีหลวงสรศักดิ์ไม่พอใจอย่างมากจึงได้ทูลฟ้องสมเด็จพระนารายณ์แต่นั้นก็ไม่ได้รับโทษอันใดจากนั้นจึงได้จัดการเองด้วยการไปดักรอที่หน้าประตูวังและได้ชกปากจนฟันหักสองซี่จากนั้นได้โกรธมากจึงได้ฟ้องคุณหลวงและจะเอาเรื่องให้ได้แต่หลวงสรศักดิ์ได้หนีลงเรือกลับอยุธยาไปก่อนคุณหลวงจึงให้ไปตามตัวคั้นเรื่องถึงหูเจ้าแม่วัดดุสิตจึงได้ทูลขอพระราชทานอภัยให้กับหลวงสรศักดิ์ด้วยเหตุที่ว่าฟอลคอนไปจับสึกพระด้วยความเกงพระทัยคุณหลวง

จึงได้เพียงว่ากล่าวไปเท่านั้นและหลวงสรศักดิ์ยังชอบการคุกครีตีมุงกับชาวบ้านชอบการชกมวยเป็นที่สุดเสมือนนักเลงเลยก็ว่าได้และยังมีเรื่องเล่าขานของความเจ้าชู้อยากมากของท่ายอีกด้วย

ประเพณีไทย กวนข้าวทิพย์

สำหรับประเพณีกวนข้าวทิพย์ในปัจจุบัน

ถ้าเป็นคนกรุงเทพแล้วเชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จักประเพณีนี้กันแล้ว แต่หากว่าเป็นคนต่างจังหวัดหรือชนบทเชื่อว่าทุกคนยังคงรู้จักประเพณีนี้กันอยู่ เพราะปัจจุบันประเพณีก็ยังมีการสืบสานสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้จะนิยมทำกันทุกปี โดยทุกคนจะมารวมตัวกันที่วัดเพื่อช่วยกันกวนข้าวทิพย์

ซึ่งตามประวัติที่มาของการกวนข้าวทิพย์เพื่อนำมาใส่บาตรให้กับพระสงฆ์นั้นมาจากสมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้ มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า นางสุชาดา ได้นำข้าวทิพย์มาตักบาตรให้กับพระพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือนสิบสอง และหลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสรู้ จึงทำให้มีคนทำตามต่อๆกันมาจนกลายเป็นประเพณี ซึ่งปัจจุบันประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้จะมีการทำแล้วใส่บาตรให้กับพระสงฆ์ในช่วงก่อนเดือนสิบสอง

สิ่งที่ใช้ประกอบในการทำข้าวทิพย์นั้น ชาวบ้านจะนำมาจากที่บ้านแล้วนำของมารวมกันที่วัดซึ่งสิ่งของที่เตรียมมาก็แล้วแต่ว่าใครจะสะดวกเตรียมอะไรมา เช่นบางคนอาจสะดวกเตรียม น้ำตาลทราย บางคนสะดวกเตรียมนม

           อันที่จริงประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ถือเป็นกุศลละบายของคนสมัยโบราณที่ต้องการให้คนในชุมชนมีความรักความสามัคคีต่อกันจะเห็นได้จากทุกคนต้องมาร่วมแรงร่วมใจที่จะมาทำด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างนำมาใส่บาตร ชาวบ้านต่างก็ต้องเสียสละเวลาจากการทำงานมาช่วยกันในการที่จะกวนข้าวทิพย์ในกระทะที่มีขนาดใหญ่และเมื่อกวนเสร็จแล้วจึงตักแบ่งใส่ถุงให้แต่ละบ้านนำกลับไปเพื่อนำมาใส่บาตรที่วัดในวันรุ่งขึ้นและนำไปรับประทานกันในครอบครัว  ซึ่งถือว่าสิ่งที่ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจช่วยกันทำนอกจากจะเป็นการสร้างความสามัคคีให้กับคนในชุมชนแล้ว ยังถือว่าเป็นการทำบุญร่วมกันอีกด้วย

           ประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ ในปัจจุบัน เราจะยังคงเห็นในหลายๆจังหวัดแต่ส่วนใหญ่จะมีการสานต่อประเพณีนี้ด้วยกันเฉพาะหมู่บ้านเล็กๆเท่านั้น หากเป็นต่างจังหวัดแต่ถ้าหากอยู่ในเขตอำเภอเมืองแล้ว ส่วนใหญ่ก็เริ่มจะไม่เห็นการทำกิจกรรมกวนข้าวทิพย์กันแล้ว ซึ่งที่จริงแล้วกิจกรรมแบบนี้ถือเป็นกิจกรรมที่บ้านที่ทางชุมชนหมู่บ้านต่างๆควรจะอนุรักษ์ไว้ เพราะไม่ใช่แค่การร่วมกันทำบุญเท่านั้นแต่คนในชุมชน ยังได้ออกมาช่วยกันมาเห็นหน้ากันพูดคุยกัน ทำให้คนในชุมชนรักกันและหากมีอะไรก็จะคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังนั้น พวกเราในฐานะพุทธสานิชนที่ดีควรจะช่วยกันสืบทอดประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ให้อยู่ต่อไปคู่คนไทยอีกนานแสนนาน

นนทรีย์ นิมิบุตร หนึ่งในผู้กำกับไทยที่รู้จักกันดี

 

 

เจ้าตำนานผู้กำกับของประเทศไทยของเรา เขาเป็นคนที่ทำให้กระแสหนังโทรงในประเทศของเรากลับมาเป็นยุครุ่งเรืองอีกครั้งหลังจากที่เกิดเหตุหนังไทยซบเซาอย่างยาวนานหลายสิบปี

ก็ต้องพึ่งผลงานผู้กำกับคนนี้แหละ ผู้ที่สร้างปรากฏการหนังให้ดังกระหึม ซึ่งหนังเพียงแค่สองเรื่องนี้ถือเป็นการจุดเทียนที่ดับไปอย่างยาวนานได้เลย ไม่มีใครไม่รู้จักหนังสองเรื่องนี้จริงๆ นั้นคือเรื่อง แก๊งอันธพาล 2499 อันธพาลครองเมือง แล้วก็อีกเรื่อง นางนาก หนังสยองขวัญสุดคลาสสิคที่หาเวอร์ชั่นไหนมาชนะเวอร์ชั่นนี้ได้เลย

 

หนังที่สร้างปรากฏการให้กับคนทั้งประเทศได้รู้จักอีกแง่มุมนึงของเหล่าอันธพาล

ที่ไม่ใช่แค่เอาแต่ตีกันอย่างที่เราได้เห็นโดนผิวเผิน แต่นำเสนอแง่มุมการใช้ชีวิต ความรักที่ไม่อาจปฏิเสธ แล้วก็ความรักพวกพ้องที่ทำให้คนทั้งประเทศกลายเป็นประเทศที่รักเพื่อนกันขึ้นมาเลยทีเดียว ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้กำเนินนังแสดงสุดดังหลายต่อหลายคน ยิ่งผู้แสดงเป็นแดงไบเล่

นั้นก็คือ พี่ติ๊ก เจษฎา นี่เอง ทำเอาผู้หญิงทั้งประเทศคลั่งพระเอกคนนี้กับคำพูดว่า “เป็นเมียพี่ ต้องอดทน” เป็นคำพูดสุดฮิตที่ใช้จนถึงทุกวันนี้เลยล่ะ

แล้วเรื่องนี้ก็ทำรายได้อย่างมากมายในยุคนั้นเลยล่ะ ถึง 70กว่าล้านบาท โอวถือว่าเป็นการสร้างกระแสละลอกแรกมาอย่างดี พอผู้กำกับคนนี้ได้กำกับหนังเรื่องที่สองที่สุดยอดยิ่งกว่าเรื่องแรก นั้นคือหนังที่อิงจากเรื่องจริงที่บอกกันมาปากต่อปาก กลายเป็นหนังสุดสยองที่ทำให้คนไทยกลัวกันทั้งประเทศ นั้นคือเรื่อง นางนาก หนังสยองขวัญอันแสนสุดยอดอีกเรื่องของประเทศไทยเรา

เรื่องนี้ทำให้เหล่าคนดูได้เข้าใจเนื้อเรื่องของผีที่ยึดติดในความรักของนางนาก แล้วก็เป็นหนังที่สร้างความซาบซึ้งอย่างมากให้กับคนในประเทศ แล้วก็ต้องบอกเลยว่าหาหนังสยองมาปราบเรื่องนี้ยากเหลือเกิน

ถ้าเกิดว่าใครได้ดูหนังสองเรื่องนี้ก็คงเข้าใจดีว่าเป็นหนังที่สร้างกระแสให้วงการหนังไทยได้ดีจริงๆ หรือต่อให้ไม่เคยดูก็ต้องเคยได้ยินมาอย่างแน่นอน