เทศกาลกินเจ

เทศกาลกินเจถือว่าเป็นเทศกาลหนึ่งที่คนไทยนิยมกันมาก เป็นเทศกาลที่คนถือศีลโดยการกินแต่ผักไม่กินเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นเทศกาลที่ส่งเสริมให้คนหันมาทำบุญไปด้วย และยังส่งผลดีต่อสุขภาพเนื่องจากการกินผักทุกวัน เทศกาลกินเจสมัยแต่ก่อนคนไทยเราไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไร แตกต่างจากสมัยนี้เมื่อถึงวันกินเจทุกคนหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น เมื่อถึงช่วงใกล้วันกิจเจจะเห็นได้ว่าผักตามท้องตลาดจะเริ่มมีราคาค่อนข้างแพง ปัจจุบันอาหารเจมีหลากหลายสามารถเลือกทำกินเอง

แต่สมัยนี้มีร้านค้าทำอาหารเจขายมากมาย ทำให้คนกินเจสามารถสะดวกหาซื้อกินกันได้ง่ายขึ้น อาหารเจส่วนใหญ่จะนำแป้งมาทำแทนเนื้อสัตว์ อาหารต้องสะอาด ซึ่งปกติแล้วเทศกาลกินเจจะมีประมาณ 9วัน สามารถถือศีลกินเจได้ตามสะดวก บางคนเลือกกิจแค่ 3วัน หรือ 5วันก็ตามแต่สะดวก เรามารู้หลักปฏิบัติติเวลาถือศีลกินเจกันว่าควรทำอย่างไรบ้าง

1.ควรงดกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด เพราะเป็นความเชื่อว่าการกินเนื้อสัตว์นั้นเป็นการทำบาป กินเจทุกคนควรเคร่งครัดอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ปลา ไก่ ก็ยกเว้นหมดทุกอย่าง ถือว่าเป็นข้อดีทำให้เราได้บุญไปในตัว

2.ควรงดจากกการกินผักที่มีกลิ่นฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรงมาก มีความเชื่อว่าถ้าคนถือศีลกินเจแล้วถ้าได้กินผักที่มีกลิ่นฉุนเข้าจะทำให้จิตใจร้อน หงุดหงิดไปด้วย ส่งผลให้จิตใจไม่บริสุทธิ์ ผักที่มีกลิ่นแรงอย่างเช่น กระเทียม หัวหอม ใบหอม เป็นต้น

3.ควรงดจากการกินอาหารที่มีรสจัด ในทีนี้อาหารทุกอย่างต้องทำไม่หวานมาก เค็มพอดี ไม่เผ็ดมาก เพราะคนจีนมีความเชื่อว่าถ้าเรากินอาหารรสจัดเข้าไปทำให้สุขภาพไม่ดี แม้แต่น้ำปลาก็ห้ามปรุงเด็ดขาดโดยหันไปใช้เกลือแทนได้ การกินเจถือว่าเป็นการส่งเสริมให้มีสุขภาพดีไปด้วย

4.ภาชนะในการกินอาหารเจจะต้องไม่ไปปะปนกับถ้วยชามอื่น ต้องล้างให้สะอาด เพราะถ้าคนที่ถือศีลจริงๆจะไม่ใช้ของร่วมกับคนอื่นเลย แสดงให้เห็นถึงความบริสุทธ์

5.ควรงดจากการดื่มของมึนเมาทุกชนิด ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของการกินเจเลยทีเดียว ทุกคนควรปฏิบัติติอย่างเคร่งครัดตลอดระยะเวลาที่ถือศีลอยู่

               การที่เราจะถือศีลกินเจนั้นต้องมีความตั้งใจจริงไม่ใช่ทำตามคนอื่น ถ้าเรามีความตั้งใจจะทำให้เราได้รับบุญจากการถือศีลกินเจ  เป็นการส่งผลดีต่อจิตใจแล้วยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเราไปด้วย ปัจจุบันอาหารเจไปขายทั่วไปสามารถหาซื้อกินกันได้ การกินเจไม่จำเป็นต้องรอกินแค่ช่วงเทศกาลสามารถกินได้ตลอด

ประเพณีการแต่งงาน

ขั้นตอนการแต่งงาน

จะมีงานแต่งเกิดขึ้นได้นั้น อับดับแรกเลยคือการที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงได้รักใคร่ชอบพอกัน และตกลงจะใช้ชีวิตคู่รวม ฝ่ายชายจะส่งญาติผู้ใหญ่ไปสู่ขอ ฝ่ายหญิงและตกลงเรื่อง ค่าสินสอด ทองหมั้น ดูฤกษ์งามยามดี กำหนดวันแต่งงานได้เลย

พิธีการแต่งงาน

พิธีการแต่งงานนั้นฝ่ายชายต้องมาค้างบ้านเจ้าสาวก่อนวัน เพื่อที่จะมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า หลังจากเสร็จพิธีสงฆ์ ก็จะยกขบวนขันหมากมา ซึ่งประกอบไปด้วย เงินค่าสินสอด ทองหมั้น ต้นอ้อย ต้นกล้วย มะพร้าวและขนมมากมายหลายชนิด ของพวกนี้จะอยู่ในขบวนขันหมากนี้ด้วย เมื่อแห่ขันหมากมาบ้านเจ้าสาวก็จะมีการกั้น ประตูเงิน ประตูทอง เมื่อได้ของตามที่ผู้กั้นอยากได้แล้วจึงจะนำตัวเจ้าสาวออกมาเจอกับเจ้าบ่าวได้ และจะทำการนับสินสอดให้แก่ผู้ที่มาร่วมงานได้รับรู้ และจะมีการโรยถั่วโรยงา ให้บรรดาญาติร่วมทำขั้นตอนนี้ด้วย จากนั้นเจ้าบ่าวก็จะนำสร้อย แหวนมาสวมให้แก่เจ้าสาว

ไหว้ญาติผู้ใหญ่

 มาถึงขั้นตอน ไหว้ญาติผู้ใหญ่ เจ้าบ่าว เจ้าสาวนั้นจะทำการฝากตัวกับญาติทั้งสองฝ่าย ในการกราบพ่อกับแม่ ของทั้งสองฝ่ายจะให้มีการกราบถึง 3 ครั้ง ส่วนญาติพี่น้องให้ก้มกราบแบบแบมือแค่ครั้งเดียว และฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายจัดหาของขวัญให้ทางญาติผู้ใหญ่ และบางที่อาจจะมีการผูกข้อมือกันด้วย เมื่อทำการไหว้ญาติผู้ใหญ่เสร็จก็จะมีการรดน้ำสังข์ให้แก่คู่บ่าว สาว

ขั้นตอนการรดน้ำสังข์ 

ขั้นตอนนี้ทางพ่อ แม่ของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง จะเริ่มรดน้ำก่อนและตามด้วยญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย หรือบุคลที่เจ้าบ่าว เจ้าสาวให้ความนับถือ จากนั้นก็พวกเพื่อนๆที่มาร่วมแสดงความยินดี

การส่งตัวเข้าหอ การส่งตัวเข้าหอนั้นก็จะมีผู้ใหญ่คู่ที่แต่งงานแล้ว หรือชาบ้านให้การนับถือและต้องไม่เคยมีการอย่าร้าง ให้มาทำการส่งตัวโดยที่จะมาปูที่นอนให้ของใช้ในการส่งตัวก็จะมีฟัก หิน น้ำ และทางผู้ใหญ่ที่มาส่งตัวก็จะทำการสอนชีวิตการครองคู่ให้แก่ เจ้าบ่าว เจ้าสาวต่อไป

ฉลองงานแต่งงาน การฉลองงานแต่งงานมี 2 เวลา ที่ทำกันบางงานสะดวกที่จะเสร็จพิธีแล้วก็จะฉลองในตอนเที่ยงเลย ซึ่งทำแบบนี้ไม่ต้องเหนื่อยมากคืองานจบไวบางงานก็จะจัดให้มีการฉลองในตอนค่ำ จัดให้มีดนตรี เจ้าบ่าว เจ้าสาว จะเดินเก็บซองตามโต๊ะแขกที่มาในงาน ส่วนเพื่อนๆก็มีการหยอกล้อ แก่ เจ้าบ่าว เจ้าสาว ให้ทำนั่นทำนี่ เป็นที่สนุกสนานกันไป

 

ประเพณีการแห่ผ้าขึ้นธาตุ

ประเพณีการแห่ผ้าขึ้นธาตุ

ประเพณีการแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นประเพณีของคนชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งจะไม่เหมือนที่ใดเลย ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุจะเป็นการรวมใจกันของประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการแห่ผ้าห่มรอบฐานพระธาตุที่ตั้งอยู่ในวัดมหาธาตุวรมหาวิหารและ จะทำกันในวันสำคัญต่างๆของพระพุทธศาสนา อย่างวันมาฆบูชาตรงกับขึ้น15ค่ำเดือน3

หรือวันวิสาขบูชาตรงกับ15ค่ำเดือน6 และได้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า สมัยก่อนได้มีผ้าขาวที่มีลายเขียนด้วยพระพุทธประวัติ ถูกคลื่นซัดมาที่ชายหาดปากพนัง ได้มีชาวบ้านนำไปถวายแก่กษัตริย์และได้ให้คนนำผ้าผืนนั้นไปซักตัวหนังสือก็ไม่หาย และก็ได้สืบหาเจ้าของจนพบว่ามีเรือของชาวหงสาวดีจะนำผ้าผืนนี้ไปสักการะบูชาที่สีลังกา และเรือได้เกิดเจอพายุลมแรงจึงทำให้เรือแตก มีผู้อาศัยมากับเรือลำนั้นเป็นร้อยชีวิตแต่ก็รอดแค่สิบคนและผู้รอดชีวิตจึงนำผ้าผืนนี้ ถวายแก่พระมหากษัตริย์ ท่านจึงให้นำผ้าผืนนั้นไปแห่และห่มให้แกพระธาตุ

พร้อมกับให้มีการฉลองพระธาตุไปด้วยเลย มาในยุกปัจจุบันประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช คิดกันว่าการที่ทำบุญให้ได้ผลจริงนำผ้าผืนนั้นไปแห่และห่มให้แกพระธาตุพร้อมกับให้มีการให้ได้มากที่สุด การนำผ้ามาถวายแก่เจดีย์หมาธาตุแห่งนี้ถือว่าได้เป็นการใกล้ชิดพระพุทธเจ้าที่สุดแล้ว และจึงทำเป็นพิธีกรรมขึ้นมา เริ่มแรกจะต้องเตรียมผ้าที่จะขึ้นห่ม นิยมใช้สีเหลือง สีขาวส่วนใหญ่จะเขียนเป็นภาพประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน สีแดงและนำผ้ามาเย็บต่อๆกันจากชาวบ้านที่มีใจศรัทธาจะนำผ้ามาห่มแก่พระธาตุแห่งนี้

บางคนไม่มีผ้ามาต่อก็จะนำเงินมาร่วมทำบุญด้วยก็ได้ ต่อไปก็จะตั้งขบวนแห่ ซึ่งทางวัดให้มีการแห่ผ้าได้ทั้งวันแล้วแต่จะสะดวกบางครอบครัวก็มีดนตรีนำขบวน หรือกลองยาวแห่มาก็มี   ในการแห่ผ้าผืนใหญ่ที่ต่อกันมาจนยาวครบรอบองค์พระธาตุ ก็จะยืนกันเป็นขบวนแล้วเอาผ้าทูนไว้เหนือศีรษะแล้วเดินแห่สามรอบ

จากนั้นจะมีตัวแทน สาม สี่คนจะนำผ้าไปโอบรอบพระธาตุ ทางวัดจะไม่ให้ใครเข้าไปในเขตลานแก้ว เพราะจะถือว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงเป็นสัญลักษณ์ ของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชสืบต่อกันมา และเพื่อความสิริมงคลแก่ชีวิตเพราะปีหนึ่งจะมีประเพณีนี้สองครั้ง ชาวนบ้านจึงรวมใจกันอย่างดีและเป็นที่น่าแปลกใจอีกอย่างของคนที่ได้สักการะพระธาตุแห่งนี้จะไม่เห็นเงาของพระธาตุ ว่าตกทอดลงไปที่ใดเพราะฉะนั้นจึงควรลองไปสัมผัสที่วัดมหาธาตุดูสักครั้งหนึ่ง

เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

รำลึกถึงประวัติศาสตร์ความน่ากล้วของพระนเรศวร

ความน่ากล้วของพระนเรศวรมหาราชที่แม้แต่ประวัติศาสตร์ไทยก็ยังไม่กล้าเหล้าตลอดราชรัฐกาลของพระองค์เนื่องด้วยมีศึกสงครามบ่อยครั้งทำให้พระบรมราโชบายในการปกครองค่อนข้างเข้มงวดโดยหากข้าราชการคนใดกระทำไปจากพระราชกำหนดบทอัยการแม้แต่เล็กน้อยก็จะเป็นโทษดังตั้งแต่เริ่มทเฉลิมทหวันพระราชสมบัติเมื่อเกิดข้อผิดพลาดนั้นในพระราชพิธีปราบดาภิเษกเมื่อเสด็จเดินทางไป

ยังพระเนียดอันเป็นสถานที่เลี้ยงช้างและก็ทำพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าแผ่นดินเพื่อจะได้ทำพิธีราชาภิเษกถือน้ําพิพัฒน์สัตยาต่อพระองค์ผีพายเรือพระที่นั่งและก็เรืออื่นๆในกระบวนได้กระทำผิดแบบแผนในคณะที่นำเรือเข้าเทียบพระนเรศวรก็ไม่ได้ลงพระราชอายาในทันทีทรงรับพระราชาบรมราชาภิเษกตามราชประเพณีหากแต่เมื่อเสร็จพระราชพิธีแล้วจึงมีพระราชดำรัชให้เราตัวผีพายเรือพระที่นั่งและก็เรือผีพายพระที่นั่งอื่นๆประมาณ10600คนเผาทั้งเป็นเสียนะ

ที่นั้นและก็มีพระราชดำรัชแก่ข้าราชการทั้งปวงว่ามีพระราชประสงให้จดจำเรื่องนี้เป็นตัวอย่างในรัฐกาลของพระองค์ตัสแล้วก็เสด็จกลับพระราชวังค์หงส์เสาวะดานฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ซึ่งเป็นโพงเสาวะดานกรุงศรีอยุธยาที่มีความเชื่อถือมากที่สุดได้บันทึกไว้ว่าสักหลาด9055ไม่สิงชกตรงกับปีพุทธศักราช1036วันที่2 10ค่ำเสด็จพระมหาปราสาทค่ำนั้นทรงพระโกทาแก่มอนให้เผามอนประมาณ100คนความเข้มงวดของผู้กระทำผิดแต่ก็ยังมีกระผิดตลอดที่พระองค์ทรงครองราชเรื่อย

มาดั่งที่ได้เห็นอยู่ในหงส์เสาวะดานในกรุงศรีอยุธยาสำนวนแปลของหม่อหลวงราชวงปราโมดว่า พระนเรศวรราชาธิราชเจ้า ชาวมะลายูขนานนามว่า รายาอาปี คนไทยเรียกว่า พระองค์ดำ ราชการของพระองค์นั้นห้าวหารในการศึกและเข้มงวดกว่าราชกาลอื่นๆที่เรานั้นเคยเห็นมาในกรุงศรีอยุธยา

และมีคำบอกกล่าวกันมาหลายกระแสและก็ยังได้มีคนที่เกิดทันได้เห็นจำนวนมากพูดกันว่าในเวลาที่สะเหวยราชสมบัตินั้นพระองค์ได้ทรงประหารชีวิตและก็ให้ลูกขุนปรึกษาลงโษทประหารชีวิตตามบทคำนำพระอายาการเสียถึง8หมื่นคนไม่นับผู้คนที่เสียชีวิตในสงครามอีกจำนวนมากไม่ว่าจะเสด็จไปนะที่ใดมักจะเสด็จด้วยพระชาทานม้าพระที่นั่งเรื่อพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะขาดพระแสงศัสตราวุธไม่ได้พระองค์ทรงวางลูกธนูไว้บนพระเภาและก้มีพระแสงธนูอยู่ในพระหัตถ์ตลอดหากพระเนศเห็นผู้ใดทำการที่ไม่พอใจก็จะทรงยิงพระแสงธนูไปยังผู้นั้นทันที

ประเพณีการแต่งงาน

ประเพณีการแต่งงานของไทยมีอะไรบ้าง

ก่อนที่เรานั้นจะแต่งงานแน่นอนว่าทั้งชายและหญิงนั้นต้องทำการรู้จักกันและศึกษากันให้รู้จักนิสัยและใจคอกันและกันก่อนที่จะตัดสินใจในการที่เรานั้นจะแต่งงานกันเรานั้นต้องตรวจสอบอะไรหลายอย่างด้วยกันว่าเราสองคนนั้นสามารถที่จะเข้ากันได้ไหมและเมื่อมีอะไรที่ทำให้เราสองคนนั้นไม่เข้าใจกันเราต้องทำตัวกันอย่างเพื่อให้เรานั้นเข้าใจกันและกันก่อนที่เรานั้นจะตัดสินใจและตกลงแต่งงานกัน

ซึ่งในสังคมไทยเมื่อชายและหญิงนั้นตัดสินใจที่จะแต่งงานกันฝ่ายชายมักจะสรรหาผู้ใหญ่ซึ่งอาจจะเป็นพ่อหรือแม่หรือว่าผู้ที่มีหน้ามีตาในสังคมเอามาเป็น  เถ้าแก่ ในการสู่ขอ และไปทาบทามแก่พ่อแม่ฝ่ายหญิง รวมไปถึงการเจรจาการตกลงค่าสินสอดทองหมั่นและเมื่อตกลงได้แล้วก็เอาวันเดือนปีเกิดของทั้งสองนั้นไปดูฤกษ์งามยามดี 

การแต่งงานแบบประเพณีไทย  วันนี้เราจะมาพูดถึงการแต่งงานแบบประเพณีของไทยที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นจนถึงทุกวันนี้ และเมื่อเรานั้นไปดูฤกษ์งามยามดีกันแล้วและถึงกำหนดวันที่จะแต่ง

ทางฝ่ายชาย ก็ต้องจัดตั้งขบวนขันหมากพร้อมกับสินสอดทองมั่นที่ได้ตกลงเอาไว้กับฝ่ายหญิงมาที่บ้านของฝ่ายหญิงสาวที่เรานั้นจะไปสู่ขอ

ทางฝ่ายผู้หญิง  ก็จะจัดเตรียมต้อนรับขบวนขันหมากของฝ่ายชาย โดยที่ปกติจะใช้เด็กผู้หญิงถือพานเชิญขันหมากไว้คอยต้อนรับขบวนขันหมากเข้าบ้าน อีกทั้งต้องเตรียมเรื่องพิธีทางศาสนาโดยการนิมนต์พระสงฆ์มาเป็นจำนวน 9 รูป เพื่อที่เอามาทำพิธีทางศาสนา เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้แก่ผู้บ่าวสาวและที่ต้องนิยมพระสงฆ์มา 9 รูปนั้นด้วยว่าเป็นตัวเลขที่ดีมีความเจริญก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง  

ลำดับขั้นตอนการเข้าพิธีแบบไทย 

  • พิธีสงฆ์ ซึ่งเรานั้นนับถือศาสนาพุทธเรานั้นเชื่อว่าเป็นพิธีที่มีความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้บ่าวสาว
  • พิธีปูเรียงสินสอด  หรือว่าตรวจสอบว่าสินสอดนั้นมาครบไหมเพื่อให้ทุกคนนั้นรู้และเป็นพยาน
  • พิธีสวมแหวน  รับตัวเจ้าสาวเข้าสู่พิธีการสวมแหวนหมั้นหรือว่าแหวนแต่งงาน
  • พิธีรับไหว้ผู้ใหญ่  เพื่อเป็นการขมาต่อสิ่งที่คู่บ่าวสาวนั้นได้กระทำล่วงเกินไว้
  • พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ หรือพิธีรดน้ำสังข์  พิธีนี้ถือว่าเป็นพิธีไฮไลท์ของานเพราะว่าเป็นการที่อวยพรบ่าวสาวและให้บรรดาญาติเพื่อนฝูงหรือว่าคนที่มาร่วมความยินดีนั้นและอวยพรให้แก่ผู้บ่าวสาวให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป 
  • พิธีการส่งตัวหรือว่าเข้าหอ  อันดับนี้เป็นอันดับสุดท้ายเพื่อที่ให้บ่าวสาวนั้นเข้าหอนั่งเอง

การแต่งงานแบบไทยนั้นเป็นงานพิธีที่เป็นมงคล และด้วยวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมแบบเรียบง่ายที่สืบทอดต่อกันมาและในสมัยนี้พิธีการแต่งงานนั้นถูกตัดออกและย่อให้เหมาะสมกับสถาพเศรษกิจและสังคมในปัจจุบันอันไหนที่สิ้นเปลืองก็ตัดออกไป แต่ว่ายังคงรักษาพิธีการแต่งงานตามธรรมเนียมไทยสืบทอดต่อกันมา