เมื่อในหลวง ร.9 ทรงปลอมเป็นพนักงาน ร้านโกลเด้นเพลซ

สำหรับเหตุการที่ในหลวง ร.9 ทรงแอบปลอมเป็นพนักงานร้านของโกลเด้นเพลซและได้ทรงประทัพที่เค้าเตอร์คิดเงินท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะรองราชเลขาธิการในพระองค์เคยเหล้าให้ฟังว่าในราวปีพ.ศ.2545หน้าวังไกลกังวลมีร้านโกลเด้นเพลซพระเจ้าอยู่หัวรัฐกาลที่9ท่านได้ทรงนึกสนุกและอยากลองมาขายในร้านดูแต่ก็กลัวว่าผู้คนนั้นจะแตกตื่นไม่เป็นอันทำอะไรก็เลยได้ไปในตอนร้านนั้นไกลจะปิดดึกหน่อยในตอนนั้นคนไม่ค่อยมีแร้วเพราะว่าร้านจะปิดแล้วพระองค์ท่านก็เลยได้ลองประทัพที่เค้าเตอร์คิดเงินและได้มีลูกค้าเดินเข้ามาในร้านเขาเข้ามาก็เดินเข้าไปเลือกของเลย

และไม่ได้มองหลอกว่าใครนั้นอยู่ที่เค้าเตอร์เมื่อได้ของเรียบร้อยแล้วก็เดินมาจ่ายเงินพอได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวอยู่ที่เค้าเตอร์คิดเงินก็มีท่าทางตกใจพูดอะไรไม่ออกเพราะไม่รู้ว่าจะพูกอะไรสักพักลูกค้านั้นก็เหมือนได้สติและได้ถามแบบตรงๆว่าท่านมาทำอะไรที่นี้พระเจ้าอยู่เจ้ารัฐกาลที่9 ทรงแย้มพระสรวลและได้ตัดออกไปว่าก็นี่ร้านเรา เราจะมาขายไม่ได้รึสำหรับร้านโกลเด้นเพลซนั้นแต่เดิมมีพื้นที่ส่วนหนึ่งในถนนพระราม9เป็นที่ดินและอาคารส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชซึ่งพระองค์ทรงให้บริษัทเอกชนเช่าดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกทำให้ประชาชน

ส่วนใหญ่นั้นเข้าใจว่าที่นั่นเป็นร้านของพระองค์ท่านต่อมามีเสียเข้าพะกันในเวลาต่อมาในลักษณะว่าร้านของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นขายของแพงทั้งที่ร้านดังกล่าวซึ่งเป็นเพียงผู้เช้าที่ดินและอาคารไปดำเนินการเพียงเท่านั้นซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่าโครงการในพระราชดำริที่พระองค์ท่านนั้นได้สั่งเสริมไว้มีอยู่จำนวนมากซึ่งสามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายมากมายแต่สินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานหลายชนิดนั้นยังไม่สามารถเข้าไปถึงผู้บริโภคได้

และในเวลาต่อมาเมื่อได้หมดเวลาสัญญาแล้วพระทรงท่านทรงได้จัดตั้งบริษัทสุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมชูปถัมภ์ขึ้นมาเพื่อได้ดำเนินการในส่วนของการค้าปลีกที่เหมาะสมทั้งผู้ผลิตและรวมไปถึงยังผู้บริโภคและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและได้พระราชนามชื่อร้านว่าโกลเด้นเพลซ

ซึ่งได้เปิดให้ดำเนินการเมื่อตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544เป็นต้มมาอีกทั้งก็ยังได้เพิ่มเติมจำนวนสาขาต่างๆซึ่งในปัจจุบันนั้นมีถึง10สาขาไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราต่างก็ทราบกันดีถึงเรื่องราวที่ท่านได้สร้างขึ้นเพื่อให้คนไทยอย่างเราได้มีกินมีใช้และเพื่อเป็นการจดจำนาเรื่องราวต่างๆตลอดกาล

ตำนานโบราณของอียิปต์

ตำนานสร้างโลกของอียิปต์โบราณ เล่าว่า

แรกเริ่มเดิมที่โลกใบนี้มีแต่ความโอมานของแล้วเทพเจ้าและฟาโรห์ก็ได้นำพาระเบียบหรือมะอัดมาขับไล่ความโอมานให้ได้ออกไปจากพื้นแผ่นดินนั้นจึงได้เป็นหน้าที่ของฟาโรห์ที่จะต้องปกป้องดูแลประชาชนและได้ทำพิธีบูชาเทพเจ้าและอีกหนึ่งภระกิจสำคัญในการดำรงเอาไว้ขึ้นมาอัดก็คือในการขยายดินแดนชาวไอนุเชื่อว่าจะมีเพียงแผ่นดินของอียิปต์เท่านั้นที่ไม่ไร้ระเบียบห่วงออกไปจากดินแดนของพวกเขาหรือบรดาอาณาจักรอื่นล้วนเป็นความโอมานทั้งสิ้นนั้นก็คืต้องทำให้ฟาโรห์นั้น ต้องออกรบกับต่างถิ่นเพื่อแย้งชิงทั้งดินแดนและทรัพยากรและยังเป็นการดำรงไว้ซึ่งมาอัดนั่นเองโดยหน้าประวัติศาสตร์ อียิปต์โบราณได้ปรากฏฟาโรห์ยอกนักรบอยู่มากมายส่วนใหญ่นั้นจะอยู่แถวราชอาณษจักรใหม่ประมาณ1550 ถึง 1069ปี ก่อนคริสตกาลซึ่งจะมีใครบ้างนั้นมาดูกันเลย

ฟาโรห์ที่มีพรนามว่า Ahmose

  เรารู้จักฟาโรห์พระองค์นี้ดีในสถานะผู้ขับไล่ชนเผ่าฮิกซอสที่เข้ามารุกรามอียิปต์ในช่วงรอยต่อระยะที่สองให้ออกไปจาก อาณาจักรและสถาปนาอียิปต์โบราณในยุคราชอาณาจักรใหม่ขึ้นมาในช่วงประมาณ1550ปีก่อนคริสตกาลนักอียิปต์วิทยาทราบถึงความสามารถทางการทหารฟาโรห์อาโมสจากสุสานของขุนนางในสมัยของพระองค์ที่มีชื่อคล้ายกันว่า Ahmose son of lbana ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองเรือที่รับใช้ฟาโรห์มาหลายรัฐกาลนายทหารอาโมสบอกเราว่าเขสนั้นได้ออกรบเคียง บ่าเคียงไหล่กับฟาโรห์อาโมสในขณะที่บันทึกอีกชิ้นหนึ่งนั้นระบุว่าพระองค์ได้นำทัพทหารถึง480000นายขึ้นไปทางทิศ เหนือไปล้อมที่กรุงอวาริสอันเป็นเมืองหลวงของชนเผ่าฮิกซอสในแถบสามเหลี่ยมในแถบแม่น้ำไนล์จนทำให้พวกฮิกซอสนั้นจะต้องถอนออกไปไปที่สุด

ฟาโรห์ที่มีพรนามว่า Ramses ที่3 

ฟาโรห์องค์นี้ปกครองอยู่เหนือราชวงที่20ในช่วงประมาณ1180ปีก่อนคริสตกาลความสามารถในทางด้านการรบฟาโรห์ Ramses ที่3ได้ปรากฏอยู่บนผนังวิหารประกอบพิธีศพของพระองค์ที่ Medinet Habu ในเมืองธีบส์ฝั่งตะวันตกสงครามครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในสมัยของฟาโรห์ Ramses ที่3คือสงครามกับชนเผ่าที่มีชื่อว่าชาวทะเลและเป็นที่ทราบกันดีว่ากองเรือของอียิปต์นั้นอ่อนประสบการณ์จึงไม่ค่อยจะแข็งแกร่งเท่าไหร่นักฟาโรห์ Ramses ที่3ก็ได้ทราบความจริงข้อนี้ดี เรื่องราวโดยทั่วไปเกี่ยวกับประวัติไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของประเทศอะไรก็ตาม หากเรานั้นมีเรื่องราวให้อ่านเท่ากับว่าเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของประเทศใดๆ เรานั้นควรศึกษาเพื่อเป็นแนวทางและความรู้ของที่มาตลอดไป

 

ประวัติศาสตร์เชิงแหล่งการท่องเที่ยว

สำหรับการท่องเที่ยวนั้นต้องบอกเลยว่าผู้คนนั้นต่างก็ให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างมากและรวมไปถึงวัฒนธรรมต่างๆที่ได้มีการขุดค้นพบขึ้นและได้พบหลักฐานมากมายหลายอย่างรวมไปถึงแผ่นศิลาจารึกและโบราณสถานต่างๆที่ผู้คนนั้นยังเข้าไปไม่ถึงซึ่งโบราณสถานแห่งนี้ก็อยู่ไม่ไกลไปจากโบราณสถานกู่น้อยสักเท่าไรซึ่บอกได้เลยว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ได้มีการขุดค้นพบในที่แห่งนี้

กู่น้อย 

ซึ่งเป็นศาสนสถานฮินดูได้สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่17ประกอบด้วยตัวปราศาสตร์

ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงศิลารูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าด้านนอกกำแพงมีคูน้ำล้อมอยู่โดยรอบแต่จะเว้นช่องทางตรงกลางทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่อเป็นทางเข้าออกเชื่อมต่อไปยังซุ้มประตู ซุ้มประตูหรือโคปุระของกู่น้อยมีทั้งด้านทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกในรูปแบบคล้ายกันแต่ในปัจจุบันซุดโซมเหลือแต่เพียงแค่ฐานศิลาบนพื้นหินยังพบร่องรอยหลุมเสาอยู่หลายจุดสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นหลุมปักเสาไม้ที่เป็นส่วนประกอบของซุมประตูที่มีแบบเครื่องไม้กระเบี้ยง

ซึ่งได้มีการบูรณะโบราณสถานจึงได้มีการจำลองเอาเสาไม้มาติดเอาไว้เพื่อให้ผู้ที่ได้เข้ามาเที่ยวชมได้เห็นภาพของเสาในตำแหน่งเดิมในส่วนองค์ปราสาทองค์ประทานเป็นปราสาทหินหลังเดียวก่อฐานด้วยศิลาแลงและมีหินทรายสีแดงกุ่อยู่แต่ก็ยังมีสภาพที่ซุดโซมไปมากนอกจากนี้ยังพบหลักฐานของอาคารศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมพื้นผ้าอีกหนึ่งหลัง ซึ่งบนพื้นก็มีหลุมเสาคล้ายทางด้านโคปุระกระจายอยู่หลายหลุมอาคารหลังนี้จึงหน้าจะเป็นอาคารเครื่องไม้มุงกระเบี้ยงเช่นกัน เมื่อออกจาก อำเภอ นาดูน เดินทางออกไปยังอำเภอ วาปีปทุมตามถนนสาย2045ริมทางในเขตตำบลหนองแซง

จะมีปราสาทหินเล็กๆนั้นตั้งอยู่ชื่อว่า กู่บ้านแดง ด้วยขนาดและทำลที่ตั้งทำให้นักท่องเที่ยวหลายๆคนผ่านไปเลยกู่บ้านแดงไปอย่างหน้าเสียดายทั้งที่ความจริงแล้วโบราณสถานแห่งนี้มีแง่มุมที่หน้าสนใจทั้งทางด้านศิลปะกรรมและคติความเชื่อที่มีอันแตกต่างไปจากปราสาทหินส่วนใหญ่ในภาคอีสานเอกลักษณ์อันเด่นชัดเรื่องแรกของกู่บ้านแดง คือ การเป็นศาสตร์ สถานในพุทธศาสตร์สนามหายานโดยมีเรือนปราสาทสามหลังตั้งเรียงอยู่ในฐานเดียวกันหันหน้าไปทางทิศตะวันออกที่เรียกกันว่าปราสาทปรางค์สามยอด

ซึ่งกู่บ้านแดงเป็นปราสาทหินแห่งเดียวในภาคอีสานที่สร้างในรูปแบบสถานปติยกรรมเช่นนี้แง่มุมที่หน้าศึกษาต่อไปคือทับหลังหินทรายแดงสองชิ้นที่พบอยู่กอบเหนือประตูทางเข้าทับหลังนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นแบบจำลองแต่รูปสลักที่ถูกลอกแบบหินก็เพียงพอต่อการบอกเล่าเรื่องราวทางโบราณคดี

ประวัติศาสตร์ของพระเจ้าเสือที่หลายคนต้องรู้

ประวัติศาสตร์สมัยก่อนนั้นีเอาให้เราได้เข้าไปศึกษาอย่างมากมาย

ได้มีการเผยแพร่ให้สู่คนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้กันและซึ่งในบางประวัตินั้นก็มิได้มีการถูกเขียนออกมาเพราะยังไม่มีใครรู้เรื่องของประวัติเหล่านี้ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกกล่าวในเรื่องของประวัติพระเจ้าเสือซึ่งไม่มีใครนั้นยังไม่รู้ประวัติความเป็นมาและนิสัยของพระเจ้าเสือ

พระเจ้าเสือมีพระนามเรียกขาน

ตั้งแต่ครั้งแรกเกิดมะเดื่อเนื่องจากผิวพันนั้นสวยงามเมื่อโตขึ้นมาและได้รับราชกาลและมีชื่อบรรดานศักดิ์คือ หลวงสรศักดิ์ทั้งนี้ในพงศาวดารหลายฉบับไม่ค่อยกล้าบันทึกเรื่องราวของท่านมากนักบางฉบับก็เขียนไว้ว่าเป็น กษัตริย์ยอดนักบู๊แต่ก็มีมุมมืดที่ในนิยายหลายๆเรื่องก็เลี่ยงที่จะกล่าวตัวของมะเดื่อนั้นเมื่อกับเด็กมีปัญหาที่ต้องการความยอมรับจากการที่ใครๆก็รู้ว่าท่านนั้นคือพระโอรสของสมเด็จพระนารายณ์แต่กลับไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ในราชสกุลกลายเป็นเพียงบุตรขุนนางผู้หนึ่งเท่านั้นจึงทำให้มะเดื่อต้องพยายามแสดงออกเพื่อต้องการ

การยอมรับในสังคมโดยสร้างวีรกรรมไว้มากมายจึงกลายเป็นหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์และแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชามีอยู่ครั้งหนึ่งได้มีช้างตกมันอยู่ไม่มีใครกล้าจับมะเดื่อจึงได้แสดงความกล้าหารจับช้างและได้ปลดเชื่อกนั้นและพาลงน้ำจนหายตกมันจนทำให้สมเด็จพระนารายณ์พอพระทัยและได้แต่งตั้งให้เป็นหลวงสรศักดิ์สังกัดกรมคัดสะบายกรมเดียวกันกับพระเพทราชาและยังได้สร้างวีรกรรมอีกมากครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จไปประทัพที่เมืองลพบุรี

พอได้ตามไปด้วยและได้ไปสร้างตึกด้วยการจับสึกพระมาเป็นกุลีหลวงสรศักดิ์ไม่พอใจอย่างมากจึงได้ทูลฟ้องสมเด็จพระนารายณ์แต่นั้นก็ไม่ได้รับโทษอันใดจากนั้นจึงได้จัดการเองด้วยการไปดักรอที่หน้าประตูวังและได้ชกปากจนฟันหักสองซี่จากนั้นได้โกรธมากจึงได้ฟ้องคุณหลวงและจะเอาเรื่องให้ได้แต่หลวงสรศักดิ์ได้หนีลงเรือกลับอยุธยาไปก่อนคุณหลวงจึงให้ไปตามตัวคั้นเรื่องถึงหูเจ้าแม่วัดดุสิตจึงได้ทูลขอพระราชทานอภัยให้กับหลวงสรศักดิ์ด้วยเหตุที่ว่าฟอลคอนไปจับสึกพระด้วยความเกงพระทัยคุณหลวง

จึงได้เพียงว่ากล่าวไปเท่านั้นและหลวงสรศักดิ์ยังชอบการคุกครีตีมุงกับชาวบ้านชอบการชกมวยเป็นที่สุดเสมือนนักเลงเลยก็ว่าได้และยังมีเรื่องเล่าขานของความเจ้าชู้อยากมากของท่ายอีกด้วย