ภาพนอนทาบกับกระจก ใช้การสะท้อนสายตาเป็นหลัก

ภาพนอนทาบกับกระจก ใช้การสะท้อนสายตาเป็นหลัก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

การถ่ายนอนบนกระจกแบบนี้ ความจริงก็เห็นได้ยากเหมือนกันนะ ถือว่เป้นเทคนิคที่ง่ายแต่ว่า คนไม่ค่อยคิดถึงเทคนิคนี้กัน เพราะส่วนมากแล้วการถ่ายแบบนี้นั้นจะเห็นเพียงแต่กับงานถ่ายแบบระดับสูงๆโหดๆ เคยเห็นอยู่บ้างในหนังสือถ่ายแบบเจ๋งๆ แต่ไม่ค่อยเห็นงานถ่ายโฆษณาหรือโปสเตอร์อะไรเท่าไหร่นัก การถ่ายแบบนี้นั้นอาจจะต้องเตรียมการสักหน่อย เพราะว่ากระจกนั้นก็ต้องหาที่มันเหมาะกับโจทย์ที่เราเลือกด้วย บางครั้งถ้าเลือกกระจกที่ขอบเรียบๆก็อาจจะดูไม่สวยงามพอสำหรับการที่จะเอาไปนอนไว้ที่พื้นแต่ละสไตล์ การถ่ายแบบนี้นั้น จะไม่ค่อยได้สื่อถึงอะไรสักเท่าไหร่ อย่างเช่น ไม่ได้สื่อถึงชุดที่ไส่ หรือกระจกเพื่อการค้า แต่มันจะถูกโฟกัสไปเรื่องของการถ่ายแบบตามโจทย์ โดยศูนย์รวมความน่าสนใจของภาพแบบนี้คือสายตาของตัวแบบนั้นเอง

เตรียมการนั้นไม่ยาก แต่การหาอุปกรณ์ให้เข้ากันนั้นยากสักหน่อย อย่างที่บอกไปว่าเป็นเทคนิคการถ่ายแบบที่เน้นโจทย์และความเข้ากันของภาพถ่ายเป็นหลัก ดังนั้นแล้ว กระจก ชุดแต่งกาย พื้น การแต่งหน้าทำผม ต้องเข้ากันตามโจทย์ทั้งหมด นั้นทำให้อาจจะต้องควานหาของให้เข้ากับโจทย์นั้นๆ กระจกจะยากสักหน่อย เพราะต้องเลือกกรอบดีๆ ไม่ใช่กระจกแบบไหนก็ได้นะ ถ้าได้พื้นและกระจกที่เข้ากันแล้วก็นำไปวาง แล้วก็จัดแสงได้ดีด้วย ตัวแบบก็นอนทาบลงไปได้เลย สิ่งที่ควรระวังคือ การนอนลงบนกระจกแบบนี้ จะทำให้แบบจะต้องลงนำหนักบนกระจกแล้วก็เกิดการสัมผัส

ดังนั้นก็จะทำให้กระจกนั้นมีรอยเปื้อนจากตัวของแบบ ถ้าเกิดการขยับแล้ว อาจจะทำให้เห็นเป็นคราบ แบบนั้นรับไม่ได้นะ ต้องเช็ดออกบ่อยๆ แล้วก็การลงน้ำหนักแบบนั้นก็ระวังกระจกแตกด้วย จะทำให้ตัวแบบบาดเจ็บซะปล่าวๆ ถือว่าเป็นโจทย์ที่มีความสร้างสรรค์สูงมากๆ แต่ว่าก็ต้องทุมเทกำหรับเทคนิคนี้ซะหน่อย ถ้าเกิดว่าเป็นการถ่ายลวกๆ ไม่ตรงโจทย์ ภาพจะออกมาดูไม่สวยและไม่มีความสุนทรีในภาพอย่างแน่นอน และอย่างที่บอกไปตอนต้นนั้น ภาพเทคนิคนี้ต้องเน้นโฟกัสไปทางตาของตัวแบบ ตาของแบบนั้นจะมองมาทางตากล้องหรือไม่มองก็ได้นะ แต่ตานั้นจะต้องชัด แต่เป็นที่ทำให้คนดูภาพอยากจะมองที่สุด

ภาพนี้ถ้าใครกำลังจะถ่ายภาพแบบอย่างจริงๆจังๆ ก็สมควรที่จะลองถ่ายแนวนี้ดู เพราะมันจะออกมาสวยงามมากๆถ้าองค์ประกอบเข้ากันอย่างที่ต้องการ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ดูบอล

จัดแสงไฟได้ตามต้องการ หนึ่งในข้อดีของการทำ Home Studio

เรื่องที่สำคัญที่สุดของการถ่ายภาพคืออะไร แน่นอนล่ะมีหลายเรื่องที่เราต้องคิด และล้วนแต่สำคัญด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งตรงจุดนี้ก็แล้วแต่ตากล้องแต่ละคนที่จะมองเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ต่างกันออกไป เพราะว่าบางคนนั้นมีความซีเรียสกับอะไรที่แตกต่างกัน รวมถึงการถ่ายแต่ละแบบก็แตกต่างกันด้วยเช่นกัน

ไม่ใช่ว่าจะเหมือนกันในทุกๆงาน แต่ก็อยากจะบอกเลยว่า กับตากล้องทุกๆคน ยังไงก็ตามทีเรื่องของแสงเป็นอะไรที่สำคัญระดับต้นๆเลยทีเดียว ถ้าการถ่ายตอนนั้นแสงไม่ดี เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า ภาพวันนั้นดูหม่นหมอง แต่งยาก แล้วสุดท้ายก็ไม่เลือกไปใช้ ซึ่งต่อให้เป็นการถ่ายเล่นๆกัน เพื่อเอารูปลงโซเชียลแล้วล่ะก็ สุดท้ายก็ต้องเลือกรูปแสงสวยๆอยู่ดี มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆกับการมองภาพที่มีแสงสวยก็จะสวย

แล้วในเมื่อเรื่องแสงสำคัญแล้ว การถ่ายงานที่ซีเรียสๆ ก็แน่นอนว่า ก็ต้องแบกอุปกรณ์กันไปอย่างมากมาย ทั้งขาตั้งมากมายหลายอัน แล้วก็เหล่า แผ่นรีเฟลกและไฟดวงโตๆทั้งหลาย เพื่อเป็นการควมคุมแสงด้วยตัวเราเองได้ แต่การออกไปถ่ายกลางแจ้งยังไงก็ตาม ก็ต้องเจอกับแสงธรรมชาติที่เขามาผสมปนเปกับแหล่งแสงที่เราได้สร้างขึ้นมาเอง แล้วนั้นจะเป็นความลำบากอย่างหนึ่งในการที่จะต้องค่อยปรับแสงและรีเฟรกอยู่ตลอดตามสภาพแสงธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา แค่คิดแค่ตอนแบกก็เหนื่อยแล้วล่ะ ที่นี้ยังต้องมาคิดเรื่องอื่นๆอีก ตอนถ่ายอีก เหนื่อยกันแบบหลายต่อเลย

แต่ถ้าเทียบกับการทำ Home Studio แล้วล่ะก็ เรียกได้เลยว่าเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว เพราะการถ่ายที่บ้าน ก็ถือเป็นการถ่ายในร่มอีกด้วย แน่นอนแหละว่าการถ่ายในร่มมันง่ายดายมากๆ เพียงแค่เซ็ตแสงเพียงครั้งเดียวก็สวยได้แล้ว ไม่ได้มีปัจจัยอะไรมากมายนัก แต่ถ้าเกิดว่าทำ Home Studio กันที่กลางแจ้ง ในสวนหน้าบ้านอะไรแบบนี้

จริงอยู่ก็ต้องปรับแสงตามแสงธรรมชาติต่างๆอีกด้วย แต่ว่ามันกลับสะดวกด้วยที่ว่ามันคือพื้นที่ของเรา ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ เราจะขยับ จะวางทิศทางแสงตรงไหนก็ได้ อีกทั้งทั้งหมดทั้งมวลเราทำที่บ้าน เพราะฉะนั้นมันจะดวกสบายมากในเรื่องของการที่ไม่ต้องขนอุปกรณ์ไปไหนให้ลำบากอะไรเลย ถือว่าสุดยอดจริงๆ

สุดท้ายแล้ว ความสะดวกในการจัดแสงไฟได้นั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของเวลาเช่นเดียวกัน นั้นก็คือสามารถจัดแสงในทุกช่วงเวลาได้ ต่างจากการจัดข้างนอกที่ต้องให้เหมาะสมกับพื้นที่อีกด้วย

 

 

ขอบคุณ  บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท  ที่ให้การสนับสนุน

ลดทั้งพลังงานและลดทั้งเวลา

ลดทั้งพลังงานและลดทั้งเวลา หนึ่งในข้อดีของการทำ Home Studio

สุดท้ายแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นผลพลอยได้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดข้อหนึ่งของการที่เราจะทำ Home Studio นี้ การที่เราออกไปถ่ายงานข้างนอกนั้น มันจะต้องทำอะไรต้องมากมาย เริ่มตั้งแต่วางแผนงาน ว่าจะเอาของอะไรไปบ้าง หรือเราต้องมาศึกษาสถานที่ก่อนเพื่อที่จะทราบว่าอยากได้มุมไหนๆบ้าง ต้องเรียนรู้เวลาอีกว่าช่วงไหนมุมที่เราต้องการจะมีคนน้อยๆบ้างจะได้ไม่มีการรบกวนกัน นั้นแค่เล็กน้อยทั้งนั้น กับการต้องมีเวลาในการจัดของเดินทางกว่าจะถึงที่กว่าจะเซ็ตอุปกรณ์ ช่างเรื่องเยอะมากๆ พอจบงานก็ต้องเสียเวลาเก็บอุปกร์อีก ถึงบ้านก็พอดีเที่ยงคืนล่ะ นี่คือเรื่องของเวลา

แล้วถ้าเป็นเรื่องของพลังงานล่ะ เราจะต้องแบกหามกันแบบสุดๆ อุปกรณ์กล้องนี่ก็เป็นอะไรที่หนักใช้ได้เลยนะ เพราะพวกขาตั้งอะไรต่างๆนั้น ต้องแข็งแรงพอที่จะไม่ล้มได้ง่ายๆ หนักขนาดนั้นก็ต้องแบกละนะ สุดท้ายก็พลังที่ใช้ขับรถไปขับรถมาอีก เหนื่อยทั้งเซ็ตอุปกร์ทั้งเก็บอุปกรณ์ นี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆกับการออกไปถ่ายงานนอกบ้าน

แต่การที่เราถ่ายงานแบบ Home Studio นั้นจะมีอะไรที่ที่ขึ้นกับเรื่องแบบนี้บ้างล่ะ แน่นอนล่ะ เรื่องแรกเลย เวลา เราจะใช้เวลาในการออกทำงานน้อยลงมากๆ ไม่ต้องเดินทางเพียงแค่นี้ก็ประหยัดทั้งเวลาไปและกลับ ที่เสียไปไม่ต่ำกว่า สองชั่วโมงแน่นอน ยิ่งถ้าใน กทม แล้วด้วย คงสี่ชั่วโมงเป็นแน่ เวลาในการวางแผน จริงๆแล้วมีก็ดีนะแผนการนะ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ซีเรียส เพราะคิดกันสดๆตอนนั้นเลยก็ได้ เพราะมันก็บ้านเรา คิดง่ายมากๆ และมุมแต่ละมุมเราก็คุ้นเคย มันสามารถคิดภาพออกได้ง่ายยิ่งกว่าสถานที่ที่เราไม่เคยไป ประหยัดเวลาไปได้มากกว่าครึ่งแน่ๆ

หรือจะเรียกได้ว่าเหลือเพียงเวลาในการถ่ายเท่านั้นแหละ ต่อมาเรื่องพลังงานร่างกายเรา แต่นอนเลย เราไม่ต้องแบกของไปไหนต่อไหนแล้ว อยู่ในบ้าน แบกไปไม่เกินห้าเมตรเท่านั้น สบายๆกันเลยทีเดียว แล้วก็ไม่ต้องเอาอุปกรณ์ไปกองตรงนู้นตรงนี้เลย สามารถเดินไปหยิบตอนจะใช้จากที่เราเก็บของได้เลยด้วยซ้ำไป อยากจะกินจะทานอะไรก็ง่ายๆดาย เปิดตู้เย็นบ้านเราเองไปเลย เราประหยัดพลังงานกันแบบสุดๆ แม้แต่ตัวแบบเองก็ไม่ต้องไปตากแดดตากฝน นั่งชิวๆในบ้านได้เลย

ทั้งหมดนี้คือการที่ทำให้การทำงานในช่วงที่มีวิกฤตอย่างโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จริงอยู่ที่อาจจะได้โจทย์ไม่กว้างตามต้องการ แต่ว่ากับช่วงวิกฤตแบบนี้ ถือว่าเป็นทำให้อะไรๆง่ายขึ้นเยอะเลย เรื่องของโจทย์เป็นเรื่องของไอเดีย ถ้าเจ๋งจริง ที่บ้านก็สามารถสร้างงานได้ดีกว่าแบบถ่ายนอกบ้านได้เช่นกัน

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  จุดอ่อนบาคาร่า

ศิลปะความอยู่รอดของคนยุคเก่า

ศิลปะความอยู่รอดของคนยุคเก่ามีดังนี้

ศิลปะในยุคหินมีการขุดค้นพบของนักประวัติศาสตร์หลายคนแสดงถึงอารยธรรมเก่าแก่การล่าสัตว์การเก็บของเก่าหรือแม้แต่การแสดงสัญลักษณ์ต่างๆเพื่อให้คนที่มาในรุ่นหลังได้เห็นว่ายุคก่อนหน้านี้มีอะไรเกิดขึ้นมากมายโดยการจดบันทึกของเขาจะเป็นรูปร่างลักษณะโดยใช้สีจากธรรมชาติในการบันทึกเพื่อให้ง่ายต่อการจดบันทึกเขามักจะจดที่ก้อนหินขนาดใหญ่เพื่อให้ง่ายต่อการมองเห็นหรือแม้แต่จะเป็นกำแพงผนังของถ้ำที่อยู่อาศัยในขณะนั้นหากย้อนไปประมาณหลายหมื่นปีการจดบันทึกต่างๆไม่มีการคิดค้นตัวอักษรใดๆทั้งสิ้น

เพียงแต่รูปร่างสัตว์ที่เราเห็นด้วยตาเปล่าและจินตนาการภาพผ่านลงบนผิวผนังก้อนหินและสิ่งต่างๆสีที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดในก็คือสีจากดินเป็นสีจากดินสีแดงที่มีลักษณะสำคัญคือการผสมเลือดของสัตว์เพื่อให้สีมีความเข้มข้นขึ้นบวกกับดินจะทำให้ลักษณะชัดเจนมีความสวยงามในยุคนั้นๆและที่สำคัญที่นักประวัติศาสตร์หลายคนมีความตกตะลึง

ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันมีความคมชัดอยู่ในระดับหนึ่งแสดงว่าสิ่งที่เขาใช้มาตลอดมีความเข้มข้นเป็นอย่างมากเมื่อผ่านกาลเวลาหลายหมื่นปีมาแล้วจะตกทอดให้คนรุ่นหลังได้เห็นความสวยงามของสิ่งที่เรียกว่าศิลปะในยุคเก่ารูปภาพต่างๆที่แสดงวิถีชีวิตของคนในยุคนั้นการล่าสัตว์การประดิษฐ์สิ่งของต่างๆเพื่อใช้เพิ่มความสะดวกสบายในส่วนนั้นๆอะไรเป็นวิวัฒนาการสำคัญที่ทำให้แบ่งแยกกลุ่มนักล่ากับกลุ่มผู้ถูกล่ามนุษย์เป็นกลุ่มผู้ล่าตั้งแต่นานมาแล้วด้วย

การสมัยแรกใช้กระดูกของสัตว์ที่มีความแข็งเช่นกระดูกต้นขา

เพื่อใช้ทุบตีสิ่งของต่างๆทุบทำร้ายสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารและต่อมามีการวิวัฒนาการทำให้กระดูกเหล่านั้นมีความคมมากยิ่งขึ้นเพื่อใช้แทนกรีดผ่าแร่หนังของสัตว์ในส่วนนั้นสมัยก่อนมีความหนาวเย็นอย่างมากถ้าเราไม่อยู่ในถ้ำที่มีความอบอุ่นเราจะไม่สามารถอยู่ได้การนำขนสัตว์มาใช้เพื่อหุ้มร่างกายถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถยืนยาวอยู่ในโลกนี้ได้นานกว่า 1 ปีและในปัจจุบันก็ยังมีการใช้ขนสัตว์มาเป็นเครื่องแต่งกายเพื่อแสดงถึงรสนิยมต่างๆทางสังคมอีกด้วยมาถึงเรื่องของศิลปะในยุคก่อนไม่มีการวาดอย่างมีการวางแผนเขาจะใช้สัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกวิธีการทำสิ่งของต่างๆ

โดยที่จะวาดในสิ่งที่เห็นเท่านั้นสัตว์มี 4 ขาก็จะวาดลำตัวเป็นกลมๆแล้วก็มีท่อนขาลงมาแล้วก็ส่วนประกอบต่างๆที่ง่ายต่อการสังเกตได้ว่าในฤดูกาลต่างๆเราสามารถล่าสัตว์ชนิดไหนได้บ้างเพราะแต่ละฤดูจะมีแต่ละประเภทต่างกันออกไปได้จึงทำให้ศิลปะบนกำแพงมีความสำคัญกับคนยุคเก่าเป็นอย่างมากเพราะคนที่มาอยู่ต่อจะได้รู้ว่าเราควรปรับตัวและใช้ชีวิตอย่างไร

นนทรีย์ นิมิบุตร หนึ่งในผู้กำกับไทยที่รู้จักกันดี

 

 

เจ้าตำนานผู้กำกับของประเทศไทยของเรา เขาเป็นคนที่ทำให้กระแสหนังโทรงในประเทศของเรากลับมาเป็นยุครุ่งเรืองอีกครั้งหลังจากที่เกิดเหตุหนังไทยซบเซาอย่างยาวนานหลายสิบปี

ก็ต้องพึ่งผลงานผู้กำกับคนนี้แหละ ผู้ที่สร้างปรากฏการหนังให้ดังกระหึม ซึ่งหนังเพียงแค่สองเรื่องนี้ถือเป็นการจุดเทียนที่ดับไปอย่างยาวนานได้เลย ไม่มีใครไม่รู้จักหนังสองเรื่องนี้จริงๆ นั้นคือเรื่อง แก๊งอันธพาล 2499 อันธพาลครองเมือง แล้วก็อีกเรื่อง นางนาก หนังสยองขวัญสุดคลาสสิคที่หาเวอร์ชั่นไหนมาชนะเวอร์ชั่นนี้ได้เลย

 

หนังที่สร้างปรากฏการให้กับคนทั้งประเทศได้รู้จักอีกแง่มุมนึงของเหล่าอันธพาล

ที่ไม่ใช่แค่เอาแต่ตีกันอย่างที่เราได้เห็นโดนผิวเผิน แต่นำเสนอแง่มุมการใช้ชีวิต ความรักที่ไม่อาจปฏิเสธ แล้วก็ความรักพวกพ้องที่ทำให้คนทั้งประเทศกลายเป็นประเทศที่รักเพื่อนกันขึ้นมาเลยทีเดียว ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้กำเนินนังแสดงสุดดังหลายต่อหลายคน ยิ่งผู้แสดงเป็นแดงไบเล่

นั้นก็คือ พี่ติ๊ก เจษฎา นี่เอง ทำเอาผู้หญิงทั้งประเทศคลั่งพระเอกคนนี้กับคำพูดว่า “เป็นเมียพี่ ต้องอดทน” เป็นคำพูดสุดฮิตที่ใช้จนถึงทุกวันนี้เลยล่ะ

แล้วเรื่องนี้ก็ทำรายได้อย่างมากมายในยุคนั้นเลยล่ะ ถึง 70กว่าล้านบาท โอวถือว่าเป็นการสร้างกระแสละลอกแรกมาอย่างดี พอผู้กำกับคนนี้ได้กำกับหนังเรื่องที่สองที่สุดยอดยิ่งกว่าเรื่องแรก นั้นคือหนังที่อิงจากเรื่องจริงที่บอกกันมาปากต่อปาก กลายเป็นหนังสุดสยองที่ทำให้คนไทยกลัวกันทั้งประเทศ นั้นคือเรื่อง นางนาก หนังสยองขวัญอันแสนสุดยอดอีกเรื่องของประเทศไทยเรา

เรื่องนี้ทำให้เหล่าคนดูได้เข้าใจเนื้อเรื่องของผีที่ยึดติดในความรักของนางนาก แล้วก็เป็นหนังที่สร้างความซาบซึ้งอย่างมากให้กับคนในประเทศ แล้วก็ต้องบอกเลยว่าหาหนังสยองมาปราบเรื่องนี้ยากเหลือเกิน

ถ้าเกิดว่าใครได้ดูหนังสองเรื่องนี้ก็คงเข้าใจดีว่าเป็นหนังที่สร้างกระแสให้วงการหนังไทยได้ดีจริงๆ หรือต่อให้ไม่เคยดูก็ต้องเคยได้ยินมาอย่างแน่นอน

 

JJ Abrams หนึ่งในสุดยอดผู้กำกับของฮอรี่วูด

ผู้กำกับคนนี้ส่วนมากเขาจะทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ซะมากกว่า แล้วก็สร้างผลงานมาอย่างมากมาย เป็นผลงานที่โด่งดังทั้งนั้นแหละ แต่การที่เขามาเป็นผู้กำกับนั้นก็สามารถสร้างผลงานที่เป็นระดับมาสเตอร์พีชมาอย่างน่าเหลือเชื่อ เรื่องที่เป็นระดับตำนานที่เรียกได้ว่ายอดขายเป็นอันดับหนึ่งอยู่ตลอดทุกเรื่องที่ทำ แถมยังมีเรื่องที่กลายเป็นหนังสร้างกำไรมหาศาลตอลดการอย่างเรื่อง Star Wars The Force Awakens หนังที่ทุกคนรอคอยอย่างใจจดใจจอ

หนังแต่ละเรื่องที่เขาได้ไปกำกับเป็นหนังที่มีภาคก่อนระดับเป็นตำนานทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้อาจจะเป็นทั้งความโชคดีที่หนังต้องมีคนรอตามชมอย่างแน่นอน แต่ว่าก็เป็นดั่งความกดดันมากๆถ้าทำได้ไม่ดีพออาจจะทำให้หนังในตำนานแต่ละเรื่องนั้นเสียชื่อเสียงก็เป็นได้ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ผู้กำกับคนนี้กลัวเลยล่ะ แล้วเขาก็งัดเอาความสามารถที่มีมาใช้อย่างไม่กั๊กก็เลยทีเดียว

แล้วนั้นก็กลายเป็นทำให้ชื่อเสียงของเขากลายเป็นดังเป็นพลุแตกแล้วก็มีหนังมารอคอยให้เขากำกับอีกมากมายอีกด้วย อย่างเรื่อง Mission Impossible ภาค 3 ที่ทำออกมาได้สุดยอดไม่แพ้ภาคแรกที่เป็นสุดยอดหนังแอคชั่นในตำนานของพี่ท็อมครูซเขาล่ะนะ แล้วยังเป็นผู้กำกับชุดใหม่ที่ได้เขามาคุมหนังจักรวาลชุดใหญ่อย่าง Star Trek ที่สร้างออกมาได้น่าดูมากๆ

ผมละแฟนพันธุ์แท้เรื่องนี้เลย รอภาคใหม่มานานล่ะนะ

แล้วก็หนังที่เป็นตำนานตลอดการที่ได้ปิดฉากจบไปนานมากแล้ว มีถึง 6 ภาค แล้วก็ไม่มีการเขียนบทเพิ่มแต่อย่างใด แต่ไม่นานมานี้สุดท้ายก็มีการเขียนบทใหม่ให้กับภาพ 7 ต่อมาแล้วก็เป็นผู้กำกับคนนี้นี่เองที่ได้รับเกียรติให้มากำกับ แล้วนั้นก็กลายเป็นมหากาฬบทใหม่ของหนังสงครามอวกาศสุดดัง

ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังที่มีกระแสทั้งสองด้าน แต่ด้านบวกก็มากกว่าอยู่ดีละนะ แล้วก็เป็นหนังทำเงินตลอดการของประเทศบ้านเกิดอย่างสหรัฐฯ