Categories
ประวัติศาสตร์

การหนีข้ามกำแพงเบอร์ลิน 

        การหนีข้ามกำแพงเบอร์ลิน  เป็นสถานที่ที่คนที่อาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันออก ไม่อยากอยู่ เพราะพวกเขาถูกจำกัดสิทธิ์และริดรอนสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมากดังนั้นพวกเขาจึงมักจะหาทางย้ายไปอยู่ฝั่งตะวันตกอย่างไรก็ตามเรามาดูกันว่าในอดีตนั้นผู้คนที่อยู่ฝั่งตะวันออกพวกเขาใช้วิธีการไหนที่สามารถหนีข้ามกำแพงเบอร์ลินไปอยู่ฝั่งตะวันตกได้ 

    หนีด้วยการดำน้ำ    

         ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นมาชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า  ฮูเบิร์ก ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในเบอร์ลินตะวันตกแต่เมื่อกำแพงเบอร์ลินสร้างเสร็จในตอนนั้นเขาได้อยู่ในฝั่งตะวันออกซึ่งไม่ใช่สถานที่ที่เขาต้องการนำให้เขาและเพื่อนอีก 2-3 คนในชุดดำน้ำ

มาใช้ในการข้ามฝั่งไปทางแม่น้ำภูเขาฝึกดำน้ำเป็นเวลา 3 เดือนและเมื่อน้ำเริ่มลด พวกเขาจึงได้หนีออกมาในเวลากลางคืน

          โดยเป็นการดำน้ำกันไปทีละคนโดยนาย ฮูเบิร์กนั้นเป็นคนสุดท้ายซึ่งในระหว่างทางนั้นเขาต้องโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำเพื่อทำการเช็คทิศทางและคอยสังเกตทหารที่อยู่บนสะพานซึ่งสุดท้ายเขาและเพื่อนพร้อมก็สามารถดำน้ำข้ามฝั่งได้สำเร็จและนอกจากนี้ยังเป็นอีกหนึ่งคนที่ช่วยนาย Joachim Neumannในการช่วยเหลือผู้คนอีกด้วย

           หนีด้วยการว่ายน้ำข้ามทะลบอลติก  

              นาย Peter Dobler เป็นผู้ช่วยแพทย์ที่ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลของเยอรมนีตะวันออกแต่ว่าหน้าที่การงานก็ไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่นักเนื่องจากเขาเคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมาก่อนอีกทั้งยังมีการเลิกรากับภรรยาอีกมันทำให้เขาคิดว่าชีวิตในภาคตะวันออกนี้ไม่เหลืออะไรแล้วเขาจึงตัดสินใจที่จะหลบหนีไปยังฝั่งตะวันตกด้วย

การว่ายน้ำข้ามทะเลบอลติกที่เป็นระยะทางมากถึง 48 กิโลเมตรแต่อยู่ๆจะว่ายน้ำข้ามไปเลยก็ไม่ได้เนื่องจากว่าเป็นสิ่งที่อันตรายมากเกินไป 

            นาย Peter Dobler  ต้องใช้เวลาเตรียมตัวถึง 2 ปีคือการฝึกว่ายน้ำฝึกร่างกายให้แข็งแรงตลอดจนฝึกดูทิศทางจากดวงดาวจากนั้นเมื่อถึงเวลาโลกนี้จริงๆนอกจากจะมีชุดดำน้ำแล้วก็ยังมีของยังชีพเล็กน้อยด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตยาแก้ปวดเข็มทิศและยาระงับความอยากอาหารเป็นต้น

โดยการว่ายน้ำของเขานี้ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นจนสามารถเข้าใกล้ชายแดนของภาคตะวันตกใดและได้รับความช่วยเหลือจากเรือลำหนึ่งคนสามารถเข้าสู่ทางตะวันตกได้สำเร็จ  

          นอกจากนี้ยังมีวิธีหนีเยอะแยะเอกต่างๆมากมายที่ในตำนานได้มีการระบุว่าคนทางฝั่งตะวันออกนั้นใช้วิธีการเหล่านี้ในการหลบหนีออกมาไม่ว่าจะเป็นการโหนสลิงหรือแม้แต่การจี้พลละขับให้พาข้ามชายแดนมารวมถึงการจี้เครื่องบินก็มีการทำมาแล้วเช่นเดียวกัน 

 

สนับสนุนโดย.    gclubเครดิตฟรี

Categories
ประวัติศาสตร์

ประวัติของวัดสำปะซิว จังหวัดสุพรรณบุรี 

         ประวัติของวัดสำปะซิว   เมื่อมีการพูดถึงจังหวัดสุพรรณบุรีและพูดถึงวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังประจำจังหวัดเชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงวัดป่าเลไลย์แต่อันที่จริงและจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นมีวัดเก่าแก่มีอายุมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาหรือสมัยทราวดีรวมถึงสมัยลพบุรีเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดเรียกได้ว่าจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีมาตั้งแต่ยาวนานอายุหลายร้อยหลายพันปีมาแล้ว

ผู้คนในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นมีบรรพบุรุษที่เก่งกล้าสามารถที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาด้วย

           สำหรับในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของประวัติของวัดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรีโดยวัดแห่งนี้ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้นหรือช่วงประมาณ ปีพ.ศ. 1857 เลยทีเดียว

สำหรับวัดแห่งนี้นั้นชาวบ้าน ชาวบ้านมีการตั้งชื่อว่าวัดสางบัญชี เป็นวัดแห่งนี้บอกได้เลยว่าเป็นวัดที่มีหลักฐานว่าเป็นวัดที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ในสมัยอยุธยาตอนต้นเนื่องจากว่ามีการขุดค้นพบเตาเผาภาชนะดินเผาโบราณเก่าแก่เยอะแยะมากมาย

         อย่างไรก็ตามวัดแห่งนี้ว่ากันว่าเป็นสถานที่ๆในช่วงที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะไปทำการออกศึกวัดแห่งนี้เป็นอีกวัดหนึ่งที่พระองค์ได้พากองทัพของไทยมาหยุดพักรบมาทำการนับจำนวนทหารที่จะไปออกรถมีการตรวจสอบบัญชีที่วัดแห่งนี้ทำให้ชาวบ้านเรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดสามบัญชีนั้นเอง

ต่อมาก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดแห่งนี้มาเป็นวัดสำปะซิวซึ่งอาจจะมีการเรียกชื่อผิดเพี้ยนไปจากเดิมจนปัจจุบันนี้ผู้คนตัวเล็กกว่านี้ติดปากว่าวัดสำปะซิวมาจนถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง 

          สำหรับวัดสำปะซิวแห่งนี้นับได้ว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ในยุคสมัยโบราณแล้วและปัจจุบันนี้วัดแห่งนี้ก็ยังคงมีความสำคัญสำหรับประชาชนคนไทยรวมถึงคนจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งภายใต้พื้นดินของวัดแห่งนี้นั้น

อาจจะยังคงมีการเก็บรักษาข้าวของเครื่องใช้ในยุคโบราณเอาไว้อีกเป็นจำนวนมากก็ได้เช่นเดียวกัน  gclub royal1688 ฟรีเครดิต   ดังนั้นวัดแห่งนี้จึงกลายเป็นวัดที่เราควรที่จะอนุรักษ์เอาไว้ดูแลให้ดีเพราะเป็นหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ 

           อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าวัดสำปะซิวจะเป็นวัดที่มีความเก่าแก่เป็นอย่างมากแต่วัดแห่งนี้ก็มีการบูรณะซ่อมแซมบางส่วนขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบันซึ่งที่นี่กลายมาเป็นแหล่งที่บรรดานักท่องเที่ยวอยากจะมาศึกษาข้อมูลประวัติความเป็นมาของยุคโบราณ

ในขณะเดียวกันก็มากราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งมงคล 9 มหามงคล รวมถึงเป็นสถานที่สำหรับเพื่อมาชมจิตรกรรมฝาผนังยุคปัจจุบัน อีกด้วย