ความน่ากลัวของวิญญาณที่อยู่ในหมู่บ้านลัดดาแลนด์จนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

หากใครเคยได้ชมภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องของลัดดาแลนด์ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้ประชาชนได้ดูกันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะรู้ว่าที่จริงแล้วหมู่บ้านแห่งนี้มีอยู่จริงในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเจ้าของพื้นที่ที่สร้างโครงการนี้ขึ้นมาชื่อว่าคุณนาย  ลัดดา  ด้วยเธอเป็นมหาเศรษฐีของจังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่งเธอมีแนวความคิดอยากจะสร้างหมู่บ้านสำหรับที่อยู่อาศัยสำหรับคนที่เป็นมหาเศรษฐี

โดยเฉพาะจึงได้ลงทุนสร้างหมู่บ้านขนาดใหญ่ทวีขึ้นมาและแน่นอนด้วยว่าด้วยสถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติของจังหวัดเชียงใหม่จึงทำให้มีคนสนใจที่จะมาซื้อหมู่บ้านแห่งนี้กันเป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตามเมื่อหมู่บ้านนี้สร้างเสร็จและมีคนเข้าไปอยู่ก็เกิดเรื่องราวน่าหวาดกลัวเกิดขึ้นเมื่อมีบ้านหลังหนึ่งซึ่งบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นเจ้าของเป็นชาวต่างชาติเนื่องจากว่าเขาซื้อเอาไว้เพื่อจะเอามาเที่ยวที่เชียงใหม่เฉพาะช่วงวันหยุดปลายปีเท่านั้นปกติแล้วเขาอยู่ที่ต่างประเทศและจะเดินทางมาเที่ยวที่เมืองไทยแค่ปีละครั้งจึงได้มีการจ้างคนงานเอาไว้ 1 คน

ซึ่งเป็นคนงานผู้หญิงชาวพม่าเธอจะมีหน้าที่เฝ้าบ้านและทำความสะอาดบ้านและเรื่องราวน่ากลัวก็เกิดขึ้นในวันหนึ่งเมื่อมีขโมยขึ้นบ้านหลังดังกล่าวแล้วสาวใช้ชาวพม่าลงมาพบขโมยกำลังขโมยของอยู่พอดีเธอจึงได้ถูกขโมยนั้นฆ่าตายและนำศพไปทิ้งไว้ในตู้เย็นหวังจะอำพรางคดีหลังจากนั้นขโมยก็ได้หนีไปซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้คนในหมู่บ้านไม่มีใครรู้ว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้นทุกคนยังคงใช้ชีวิตตามปกติจนเวลาผ่านไปหลายวันเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันนั้นได้กลิ่นเหม็นเน่ามาจากบ้านหลังดังกล่าวแต่ทุกคนก็ไม่ได้คิดอะไรเนื่องจากว่าในทุกๆวันนั้น

เพื่อนบ้านก็ยังคงเห็นหญิงสาวชาวพม่านั้นเดินไปเดินมาอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวและบางวันในช่วงเวลาหัวค่ำก็ยังเห็นว่าหญิงสาวชาวพม่านั้นยังคงออกมารดน้ำต้นไม้รวมถึงกวาดบริเวณหน้าบ้านเหมือนกับไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากกลิ่นเหม็นที่รุนแรงขึ้นทุกวันทำให้เพื่อนบ้านหลังหนึ่งเกิดอาการทนไม่ไหวจึงได้เดินไปที่หน้าบ้านของหญิงพม่าคนดังกล่าวในช่วงเวลาหัวค่ำพร้อมกับตะโกนบอกให้หญิงชาวพม่าทราบว่าให้ตรวจสอบบ้านของตนเองเนื่องจากว่ามีกลิ่นเหม็นเน่าอาจจะมีหนึ่งตายอยู่ในบ้านก็ได้

และเมื่อหญิงพม่าหันมาทำให้เพื่อนบ้านนั้นต้องตกตะลึงเพราะหน้าของเธอนั้นมีแต่ใบหน้าที่เละ ด้วยความตกใจเพื่อนบ้านจึงได้วิ่งกลับบ้านพร้อมกับโทรแจ้งให้เข้าถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบด้านหลังกล่าวจึงทำให้รู้ว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีคนถูกฆาตกรรมและถูกฆ่าศพนำไปทิ้งไว้ในตู้เย็นนั่นเองและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้คนต่างก็พากันหวาดกลัวจนมีบ้านหลายหลังที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านที่เกิดเหตุนั้นพากันย้ายออกไปและนี่เป็นอีกหนึ่งคนความน่ากลัวของเรื่องเล่าหมู่บ้านลัดดาแลนด์ที่จังหวัดเชียงใหม่

 

 

ขอขอบคุณ  ae sexy  ที่ให้การสนับสนุน

ตำนานถ้ำนาคาจังหวัดบึงกาฬ

         สำหรับถ้ำนาคาที่จังหวัดบึงกาฬนี้กำลังเป็นที่นิยมและกล่าวถึงกันเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นเมื่อผนังของหินในถ้ำจากเดินที่เป็นผนังเรียบๆนั้นกลายเป็นลักษณะของหินก้อนเล็กๆต่อเรียงกันมองดูแล้วคล้ายกับเกร็ดของงูยักษ์หรือว่าเกร็ดของพญานาคซึ่งหลายคนมีความเชื่อว่านี่คือถ้ำของพญานาคและที่สำคัญลักษณะของตัวท่านนั้นจะมีลักษณะโค้งงอคล้ายๆกับลำตัวของพญานาคพันกันอยู่ 2 ตัวรวมถึงยังมีเกร็ดขึ้นตามผนังถ้ำจึงทำให้ยิ่งมีความเชื่อว่าท่านดังกล่าวนั้นคือพญานาคที่ถูกสาปให้เป็นหินนั่นเองโดยตำนานเล่าขานของธนาคารนั้น

เกิดขึ้นมีมาแต่ช้านานโดยคนเฒ่าคนแก่นั้นมักจะเล่าให้ลูกหลานฟังเกี่ยวกับเรื่องของตำนานซึ่งตำนานของถ้ำนาคาเองก็เกิดขึ้นโดยมีเรื่องเล่าว่างานนี้มีมาเป็นหมื่นปีแล้วซึ่งตอนนั้นมีเทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าชั้นดาวดึงส์ถูกสั่งให้ลงมาอยู่ที่โลกมนุษย์โดยถูกอยากให้มาเป็นพญานาคอาศัยอยู่ใต้บาดาลอีกทีหนึ่งซึ่งพญานาคตนนั้นชาวบ้านเชื่อกันว่าคือปู่อือลือนั่นเอง

ซึ่งหลังจากที่ปู่อือลือ ลงมาเป็นพญานาคอยู่ที่ใต้บาดาลนั้นท่านก็มีบริวารมากมายหลายตัวโดยพวกพญานาคนั้นจะเอาสายอยู่ตรงบริเวณใต้บาดาลซึ่งปัจจุบันนี้เราเรียกว่าบึงของหลงหรือว่าจังหวัดบึงกาฬนั่นเองแต่เนื่องจากว่าในสมัยโบราณนั้นการที่คนและพญานาคอยู่ร่วมกันนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้และเกิดปรากฏการณ์คนและพญานาคนั้นรักใคร่ชอบพอกันพญานาคมักจะมีการแปลงกายมาเป็นมนุษย์และมาอยู่กับหญิงสาวทำให้พญานาคปู่อือลือซึ่งทราบเรื่องแล้วเกิดความไม่พอใจโดยพญานาคปู่อือลือไม่อยากให้คนและพญานาคนั้นอยู่ร่วมกันไม่ต้องการให้แบ่งพญานาค

ก็อยู่ใต้เมืองบาดาลส่วนคนนั้นก็อยู่ด้านบนและด้วยความที่พญานาคปู่อือลือโมโหเป็นอย่างมากนั่นเองท่านจึงได้ทำการบริวารที่เป็นพญานาคของท่านให้แข็งกลายเป็นหินโดยตอนที่ สาปนั้นพญานาคที่โดนสาบมีการกลายร่างเป็นพญานาคเรียบร้อยแล้วพอถูกสาปกลายเป็นหินจึงกลายเป็นพญานาคที่แข็งเป็นหินซึ่งมีลำตัวขนาดใหญ่มาก และยังมีพญานาคส่วนอื่นที่ถูกสาปเช่นเดียวกันกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของเมืองบึงกาฬโดยพญานาคปู่อือลือหวังจะให้เห็นพญานาคเหล่านั้นคอยปกป้องคุ้มครองภัยให้กับเหล่ามนุษย์และมีการแก้ไขคำสาปนี้ได้ด้วยการที่รอให้เมืองบึงกาฬนั้น

มีความเจริญรุ่งเรืองและเมื่อนั้นคำสาปก็จะคลายพญานาคที่แข็งเป็นหินก็จะเริ่มกลายร่างปรากฏการณ์ให้คนได้เห็นได้ซึ่งในที่สุดปัจจุบันนี้ถ้าหากใครไปเที่ยวถ้ำนาคามักจะเห็นว่าผนังถ้ำนั้นมีลักษณะคล้ายกับงูขนาดใหญ่หรือแม้แต่ตัวพญานาคมีการขดพันกันอยู่ 2 ตัวและบริเวณผนังถ้ำนั้นก็มีลักษณะคล้ายเหมือนเพชรพญานาคหรือไฟล์เพชรหนูนั่นเองเพราะหลังจากที่เมืองบึงกาฬถูกเปลี่ยนให้มาเป็นจังหวัดบึงกาฬชาวบ้านก็พบเห็นความแปลกประหลาดนี้ซึ่งนั่นก็คือแสดงว่าคำสาปของพญานาคปู่อือลือ กำลังคลายลงแล้ว

 

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

ประเพณียี่เป็ง

ประเพณียี่เป็งเป็นประเพณีขึ้นชื่อของภาคเหนือ ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยล้านนา ประเพณียี่เป็ง หรือชื่อทางการว่าประเพณีเดือนยี่ คำว่า ยี่ มีความหมายว่า สอง ในภาษาล้านนา และคำว่า เป็ง มีความหมายว่า เพ็ญ หรือคืนที่พระจันทร์เต็มดวง เมื่อรวมกันแล้ว ยี่เป็ง จึงมีความหมายว่าวันเพ็ญเดือนยี่ หรือวันเพ็ญเดือนสิบสอง หรือพระจันทร์เต็มดวง

ซึ่งชาวล้านนานั้นจะนับเดือนทางจันทรคติแบบจีนซึ่งทำให้เร็วกว่าไทย 2 เดือน จึงทำให้เดือนสิบสองของไทย ตรงกับเดือนสองหรือเดือนยี่ ของชาวล้านนา ประเพณียี่เป็ง เป็นประเพณีรื่นเริงของชาวล้านนา จัดในช่วงปลายฝนต้นหนาว ในระหว่างช่วงเก็บเกี่ยว เป็นช่วงที่สภาพอากาศปลอดโปร่ง เมื่อจะเข้าสู่เดือนนี้มักจะมีสัญลักษณ์คือการปล่อยโคมลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า และชาวล้านนาจะมีการประดับตกแต่งหน้าบ้านด้วยตุง ต้นอ้อย ต้นกล้วย ดอกไม้ โคมไฟ ให้สวยงามและสว่างไสวไปทั่วหมู่บ้าน

ความเชื่อเกี่ยวกับประเพณียี่เป็ง

พระพุทธเจ้าได้จัดธรรมเทศนาแก่ภิกษุทั้งหลายว่า หากได้บูชาประทีปโคมไฟในวันยี่เป็ง จะได้อานิสงส์ผิวพรรณสวยสดงดงาม จะได้เป็นที่รักแก่หมู่คนและหมู่เทวดา จะทำให้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บและได้เกิดบนสวรรค์ และถ้าใครได้ทำประทีปโคมไฟในเดือนยี่เป็งหากนำไปลอยในแม่น้ำ จะได้เกิดเป็นพญาใหญ่โต มีปัญญาดี มีทรัพย์สมบัติ 

โดยปกติแล้วงานประเพณียี่เป็งจะมีทั้งหมด 3 วัน

วันขึ้น 13 ค่ำ หรือ วันดา เป็นวันซื้อของเพื่อเตรียมสำหรับไปทำบุญที่วัด

วันขึ้น 14 ค่ำ จะเป็นวันไปทำบุญที่วัด พร้อมทำกระทงใหญ่เพื่อใส่ของกินลงไปในกระทงไว้ทำทานให้แก่คนยากคนจน

วันขึ้น 15 ค่ำ จะเป็นวันที่นำกระทงใหญ่ที่วัดไปลอยในแม่น้ำ รวมทั้งนำกระทงเล็กที่ทำขึ้นเองไปลอยในแม่น้ำด้วย

ประเพณียี่เป็งถือเป็นประเพณีประจำท้องถิ่นของภาคเหนือ และเป็นประเพณีที่มีเสน่ห์ในตัวเองอย่างมาก หากเราอยากพบเห็นความสวยงามความรื่นเริงสนุกสนานของประเพณียี่เป็งเราสามารถเดินทางไปยังจังหวัดแถวภาคเหนือไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่ เชียงราย เป็นต้น เพื่อจะไปร่วมงานประเพณีนี้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี นอกจากจะได้ไปเที่ยวแล้วยังจะได้สัมผัสกับบรรยากาศความสวยงามของประเพณียี่เป็ง และความสามัคคีของชาวเหนือในการร่วมงานประเพณีนี้อีกด้วย 

และในปัจจุบันนี้ความยิ่งใหญ่ของประเพณียี่เป็งก็มีเพิ่มมากขึ้น ในบางจังหวัดจัดให้มีการเดินขบวน การแสดง แสง สี เสียง การพร้อมใจกันปล่อยโคมลอย เพื่อสร้างความสนุกสนานและเป็นการประชาสัมพันธ์ประเพณียี่เป็งให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น หากมีโอกาสการอยากเชิญชวนให้ทุกคนเดินทางไปยังจังหวัดแถวภาคเหนือในช่วงประเพณียี่เป็งเพื่อไปสัมผัสกับวัฒนธรรมและประเพณียี่เป็งอย่างใกล้ชิด จะได้รู้ถึงเสน่ห์ของชาวล้านนาว่าสวยงามแค่ไหน

 

 

สนับสนุนโดย  Ufabet ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

อนันดา เอเวอริ่งแฮม

เหตุผลที่โลกยังให้โอกาสเด็กเลว “ จากจุดที่แย่ที่สุดในชีวิต จู่ ๆ 2 อาทิตย์ผ่านไป กลายเป็นพระเอกหนังโดยไม่รู้ตัว มันสุด โต่งมาก จากหลังมือเป็นหน้ามือในเวลาที่ใกล้เคียงกันมาก มีคนในกองถ่าย 70 – 80 คนมา คอยเทคแคร์ ผมก็แปลกใจที่โลกยังให้โอกาสเด็กเลว ๆ อีกหนึ่งคน ช่วงวัยรุ่นผมค่อนข้างดื้อมาก ดื้อขนาดไหนไม่บอกแล้วกัน เอาเป็นว่าไม่มีดอกว่านั้นอีกแล้ว ผมมีเพื่อนรุ่นพี่เยอะ คอยติดตามพวกแก๊ง ๆ ไปอยู่บ้านนั้นบ้านนี้ ไม่กลับบ้านเป็นอาทิตย์ แล้วก็ นิสัยว่าวันจันทร์จะไม่เรียน 

ตอนนั้นคิดไปเองว่าเราเท่มาก ไม่สนใจใครมีปัญหาทั้งที่โรงเรียนแล้วก็ปัญหานอกบ้าน จังหวะ ที่ย่ำแย่ที่สุดคือไปตีกันที่ปั้มน้ำมันตรงข้ามโรงเรียน โดนไล่ออกจากโรงเรียน พ่อซื้อตั๋วเครื่องบิน เตรียมจะส่งผมไปเรียนต่อที่อินเดียแล้ว แต่ระหว่างนั้นผมก็ช่วยงานเป็นบาร์เทนเดอร์ให้ร้านอาหาร ของพ่อ ซึ่งพี่มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ มากินข้าวที่ร้านบ่อย 

พี่มิ่งขวัญเรียกเข้าไปคุย ชวนว่าอยากทำงานในวงการมั้ย ผมบอกว่าเดี๋ยวผมต้องไปเมือง นอกแล้ว ตัวอะไรก็ซื้อไว้แล้ว พี่มิ่งก็บอกเอางี้แล้วกัน ถ้าคุยกับพ่อได้ จะยอมเซ็นสัญญาหรือเปล่า ? ตอนนั้น ผมอายุประมาณ 13 – 14 ปี จากจุดที่แย่ที่สุดในชีวิต จู่ ๆ 2 อาทิตย์ผ่านไป กลาย เป็นพระเอกหนังโดยไม่รู้ตัว มันสุดโต่งมาก จากหลังมือเป็นหน้ามือในเวลาที่ใกล้เคียงกันมาก มี คนในกองถ่าย 70 – 80 คน มาคอยเทคแคร์ ผมก็แปลกใจที่โลกยังให้โอกาสเด็กเลว ๆ อีกหนึ่งคน จุดเปลี่ยนชีวิตวิกฤติ 

วันแรกในชีวิตที่ผมถ่ายหนัง ผมไม่เข้าใจว่าเล่นหนังคืออะไร ผมก็เล่นตามจริง อยากให้ ทำอะไร ผมก็ทำ ผู้กำกับให้กินกาแฟ ผมก็กิน อะไรที่เรารู้สึกเท่านั้น เราจึงจะทำได้ แต่วันนั้นผม ต้องเล่นฉากร้องไห้ แต่ผมไม่รู้ว่าอยู่ดี ๆ จะร้องไห้ได้อย่างไร น้ำตามันจะไหลเหรอ ก็ผมไม่ได้เศร้า ผมยังไม่ได้เข้าใจการแสดง เขาถ่ายเจาะอยู่ที่ผมคนเดียว ใครเล่นเสร็จก็ไปนั่ง 3 – 4 เทคแรก ผมก็เล่น ไม่ได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ

ถูกผีเพื่อนที่ตายมาแล้วหลอก

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อนซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เราเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยที่โด่งดังมากที่ 1 เลยซึ่งเราจะขอไม่กล่าวชื่อว่ามหาวิทยาลัยนั้นมีชื่อว่าอะไรมาเข้าเรื่องกันดีกว่า ตอนนั้นสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งซึ่งเธอชื่อว่าแจ๋วแหววเป็นเพื่อนที่ฉันรู้จักมานานมากเป็นสิบๆปีเลยย้ายไปที่ไหนเราก็บังเอิญเจอกันเมื่อฉันตอนนี้ฉันเรียนจบแล้วแต่ก็เล่าให้ฟังว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้วพวกเราขับมอเตอร์ไซค์ไปด้วยกันที่เชียงใหม่พวกเราขับไม่เร็วมากจะอยู่ๆรถมอเตอร์ไซค์ของเพื่อน ปีที่แล้วพวกเราขับมอเตอร์ไซค์ไปด้วยกันที่เชียงใหม่พวกเราขับไม่เร็วมากจะอยู่ๆรถมอเตอร์ไซค์ของเพื่อน

ผมฉันก็ล้มลงโดยที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยหลังจากนั้นหัวเข่ากระแทกกับพื้นแต่เขาไม่ได้เสียชีวิตเพียงแต่แค่มีอาการโคม่าเท่านั้นซึ่งเขาก็ไม่คืนสักทีซึ่งตอนที่ทำได้เข้าไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลครั้งแรกเพียงแค่เปิดประตูเขาก็ยกเข่าขึ้นมาทันทีซึ่งพ่อแม่ของฉันมีอาการสีหน้าตกใจไปแล้วพ่อแม่ได้เล่าให้ฉันฟังว่าเขาอยู่ที่นี่มาตั้งหลายวันแล้ว

แต่เขาไม่เคยที่จะยกเข่าหรือขยับตัวเลยและนี่ก็คือครั้งแรกที่เขาขยับตัวซึ่งตอนนั้นเพื่อนของฉันพยายามขยับมือและใช้นิ้วชี้ของเขาชี้มาที่ฉันฉันรีบเดินเข้าไปจับมือและก่อนเขาด้วยความคิดถึงแล้วก็อยู่ที่นี่แหละเป็นสัปดาห์แต่ก็ไม่เคยขยับเลยหลังจากนั้นหมอบอกว่าเขาอาการดีขึ้นพอที่จะกลับบ้านได้แล้วซึ่งตอนนั้นฉันก็ไปอยู่เป็นเพื่อนกับเขาที่บ้านแต่ไม่นานเขาก็เสียชีวิตลงเขาเสียชีวิตตอน 9:00 น.คือตอนนั้นฉันอยู่ในห้องนอนที่เขาได้จัดไว้ให้ฉันเพื่อเป็นการนอนเป็นเพื่อนตอนนั้นฉันกำลังจะหลับกำลังเคลิ้มอยู่เลยเสร็จทันใดนั้นก็ได้มีเสียงดังมากเหมือนกับของตกในใจคิดทันทีว่านี่อาจจะเป็นขโมยมาขโมยของแล้ว

เผลอเอามือปัดของตบดังนั้นฉันจึงวิ่งมาดูซึ่งก็พบว่าเสียงมาจากห้องครัวจึงรีบวิ่งไปที่ห้องครัวทันทีแต่สิ่งที่เห็นไม่ใช่ขโมยแต่กลับมีโต๊ะเก้าอี้ล้มลงชื่อฉันคิดในใจว่ามันจะลงไปได้ไงฮ่าๆๆที่มันแข็งแรงและมีถึง 4 ขาและทุกครั้งก็เท่ากันไม่มีทางที่จะลงได้แน่นอนแต่ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรจะนอนต่อไปเช้าวันต่อมาเพื่อนอีกคนที่ชื่อว่าแต้วก็โทรมาบอกว่ารู้หรือยังว่าไอ้แจ๋วมันตายแล้วนะ

ฉันตกใจมากและเขายังบอกอีกว่าให้ฉันที่ไปร่วมงานศพซะฉันไปถึงงานศพก้าวแรกเลยเมื่อฉันเดินเข้าไปในห้องอยู่ๆไปทำงานศพก็ดับ ตอนนั้นประมาณ 15 นาทีและสุดท้ายไฟก็กลับมาใช้ได้เหมือนเดิมเป็นปกติแล้วเราก็สามารถที่จะจัดงานศพได้เหมือนเดิม แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นอะไรอีกเลย ซึ่งจะกล่าวถึงก็คือเพียงแค่เราเข้าไปหาในงานศพไฟก็ดับอย่างนี้ทุกๆวันเราเลยคิดว่าบางทีเขาอาจจะพยายามสื่อสารกับเราว่าเขาเข้าใจและรู้แล้วว่าเราเดินเข้ามาแล้ว

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100

ภาพนอนทาบกับกระจก ใช้การสะท้อนสายตาเป็นหลัก

ภาพนอนทาบกับกระจก ใช้การสะท้อนสายตาเป็นหลัก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

การถ่ายนอนบนกระจกแบบนี้ ความจริงก็เห็นได้ยากเหมือนกันนะ ถือว่เป้นเทคนิคที่ง่ายแต่ว่า คนไม่ค่อยคิดถึงเทคนิคนี้กัน เพราะส่วนมากแล้วการถ่ายแบบนี้นั้นจะเห็นเพียงแต่กับงานถ่ายแบบระดับสูงๆโหดๆ เคยเห็นอยู่บ้างในหนังสือถ่ายแบบเจ๋งๆ แต่ไม่ค่อยเห็นงานถ่ายโฆษณาหรือโปสเตอร์อะไรเท่าไหร่นัก การถ่ายแบบนี้นั้นอาจจะต้องเตรียมการสักหน่อย เพราะว่ากระจกนั้นก็ต้องหาที่มันเหมาะกับโจทย์ที่เราเลือกด้วย บางครั้งถ้าเลือกกระจกที่ขอบเรียบๆก็อาจจะดูไม่สวยงามพอสำหรับการที่จะเอาไปนอนไว้ที่พื้นแต่ละสไตล์ การถ่ายแบบนี้นั้น จะไม่ค่อยได้สื่อถึงอะไรสักเท่าไหร่ อย่างเช่น ไม่ได้สื่อถึงชุดที่ไส่ หรือกระจกเพื่อการค้า แต่มันจะถูกโฟกัสไปเรื่องของการถ่ายแบบตามโจทย์ โดยศูนย์รวมความน่าสนใจของภาพแบบนี้คือสายตาของตัวแบบนั้นเอง

เตรียมการนั้นไม่ยาก แต่การหาอุปกรณ์ให้เข้ากันนั้นยากสักหน่อย อย่างที่บอกไปว่าเป็นเทคนิคการถ่ายแบบที่เน้นโจทย์และความเข้ากันของภาพถ่ายเป็นหลัก ดังนั้นแล้ว กระจก ชุดแต่งกาย พื้น การแต่งหน้าทำผม ต้องเข้ากันตามโจทย์ทั้งหมด นั้นทำให้อาจจะต้องควานหาของให้เข้ากับโจทย์นั้นๆ กระจกจะยากสักหน่อย เพราะต้องเลือกกรอบดีๆ ไม่ใช่กระจกแบบไหนก็ได้นะ ถ้าได้พื้นและกระจกที่เข้ากันแล้วก็นำไปวาง แล้วก็จัดแสงได้ดีด้วย ตัวแบบก็นอนทาบลงไปได้เลย สิ่งที่ควรระวังคือ การนอนลงบนกระจกแบบนี้ จะทำให้แบบจะต้องลงนำหนักบนกระจกแล้วก็เกิดการสัมผัส

ดังนั้นก็จะทำให้กระจกนั้นมีรอยเปื้อนจากตัวของแบบ ถ้าเกิดการขยับแล้ว อาจจะทำให้เห็นเป็นคราบ แบบนั้นรับไม่ได้นะ ต้องเช็ดออกบ่อยๆ แล้วก็การลงน้ำหนักแบบนั้นก็ระวังกระจกแตกด้วย จะทำให้ตัวแบบบาดเจ็บซะปล่าวๆ ถือว่าเป็นโจทย์ที่มีความสร้างสรรค์สูงมากๆ แต่ว่าก็ต้องทุมเทกำหรับเทคนิคนี้ซะหน่อย ถ้าเกิดว่าเป็นการถ่ายลวกๆ ไม่ตรงโจทย์ ภาพจะออกมาดูไม่สวยและไม่มีความสุนทรีในภาพอย่างแน่นอน และอย่างที่บอกไปตอนต้นนั้น ภาพเทคนิคนี้ต้องเน้นโฟกัสไปทางตาของตัวแบบ ตาของแบบนั้นจะมองมาทางตากล้องหรือไม่มองก็ได้นะ แต่ตานั้นจะต้องชัด แต่เป็นที่ทำให้คนดูภาพอยากจะมองที่สุด

ภาพนี้ถ้าใครกำลังจะถ่ายภาพแบบอย่างจริงๆจังๆ ก็สมควรที่จะลองถ่ายแนวนี้ดู เพราะมันจะออกมาสวยงามมากๆถ้าองค์ประกอบเข้ากันอย่างที่ต้องการ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ดูบอล

จัดแสงไฟได้ตามต้องการ หนึ่งในข้อดีของการทำ Home Studio

เรื่องที่สำคัญที่สุดของการถ่ายภาพคืออะไร แน่นอนล่ะมีหลายเรื่องที่เราต้องคิด และล้วนแต่สำคัญด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งตรงจุดนี้ก็แล้วแต่ตากล้องแต่ละคนที่จะมองเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ต่างกันออกไป เพราะว่าบางคนนั้นมีความซีเรียสกับอะไรที่แตกต่างกัน รวมถึงการถ่ายแต่ละแบบก็แตกต่างกันด้วยเช่นกัน

ไม่ใช่ว่าจะเหมือนกันในทุกๆงาน แต่ก็อยากจะบอกเลยว่า กับตากล้องทุกๆคน ยังไงก็ตามทีเรื่องของแสงเป็นอะไรที่สำคัญระดับต้นๆเลยทีเดียว ถ้าการถ่ายตอนนั้นแสงไม่ดี เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า ภาพวันนั้นดูหม่นหมอง แต่งยาก แล้วสุดท้ายก็ไม่เลือกไปใช้ ซึ่งต่อให้เป็นการถ่ายเล่นๆกัน เพื่อเอารูปลงโซเชียลแล้วล่ะก็ สุดท้ายก็ต้องเลือกรูปแสงสวยๆอยู่ดี มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆกับการมองภาพที่มีแสงสวยก็จะสวย

แล้วในเมื่อเรื่องแสงสำคัญแล้ว การถ่ายงานที่ซีเรียสๆ ก็แน่นอนว่า ก็ต้องแบกอุปกรณ์กันไปอย่างมากมาย ทั้งขาตั้งมากมายหลายอัน แล้วก็เหล่า แผ่นรีเฟลกและไฟดวงโตๆทั้งหลาย เพื่อเป็นการควมคุมแสงด้วยตัวเราเองได้ แต่การออกไปถ่ายกลางแจ้งยังไงก็ตาม ก็ต้องเจอกับแสงธรรมชาติที่เขามาผสมปนเปกับแหล่งแสงที่เราได้สร้างขึ้นมาเอง แล้วนั้นจะเป็นความลำบากอย่างหนึ่งในการที่จะต้องค่อยปรับแสงและรีเฟรกอยู่ตลอดตามสภาพแสงธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา แค่คิดแค่ตอนแบกก็เหนื่อยแล้วล่ะ ที่นี้ยังต้องมาคิดเรื่องอื่นๆอีก ตอนถ่ายอีก เหนื่อยกันแบบหลายต่อเลย

แต่ถ้าเทียบกับการทำ Home Studio แล้วล่ะก็ เรียกได้เลยว่าเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว เพราะการถ่ายที่บ้าน ก็ถือเป็นการถ่ายในร่มอีกด้วย แน่นอนแหละว่าการถ่ายในร่มมันง่ายดายมากๆ เพียงแค่เซ็ตแสงเพียงครั้งเดียวก็สวยได้แล้ว ไม่ได้มีปัจจัยอะไรมากมายนัก แต่ถ้าเกิดว่าทำ Home Studio กันที่กลางแจ้ง ในสวนหน้าบ้านอะไรแบบนี้

จริงอยู่ก็ต้องปรับแสงตามแสงธรรมชาติต่างๆอีกด้วย แต่ว่ามันกลับสะดวกด้วยที่ว่ามันคือพื้นที่ของเรา ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ เราจะขยับ จะวางทิศทางแสงตรงไหนก็ได้ อีกทั้งทั้งหมดทั้งมวลเราทำที่บ้าน เพราะฉะนั้นมันจะดวกสบายมากในเรื่องของการที่ไม่ต้องขนอุปกรณ์ไปไหนให้ลำบากอะไรเลย ถือว่าสุดยอดจริงๆ

สุดท้ายแล้ว ความสะดวกในการจัดแสงไฟได้นั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของเวลาเช่นเดียวกัน นั้นก็คือสามารถจัดแสงในทุกช่วงเวลาได้ ต่างจากการจัดข้างนอกที่ต้องให้เหมาะสมกับพื้นที่อีกด้วย

 

 

ขอบคุณ  บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท  ที่ให้การสนับสนุน

ลดทั้งพลังงานและลดทั้งเวลา

ลดทั้งพลังงานและลดทั้งเวลา หนึ่งในข้อดีของการทำ Home Studio

สุดท้ายแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นผลพลอยได้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดข้อหนึ่งของการที่เราจะทำ Home Studio นี้ การที่เราออกไปถ่ายงานข้างนอกนั้น มันจะต้องทำอะไรต้องมากมาย เริ่มตั้งแต่วางแผนงาน ว่าจะเอาของอะไรไปบ้าง หรือเราต้องมาศึกษาสถานที่ก่อนเพื่อที่จะทราบว่าอยากได้มุมไหนๆบ้าง ต้องเรียนรู้เวลาอีกว่าช่วงไหนมุมที่เราต้องการจะมีคนน้อยๆบ้างจะได้ไม่มีการรบกวนกัน นั้นแค่เล็กน้อยทั้งนั้น กับการต้องมีเวลาในการจัดของเดินทางกว่าจะถึงที่กว่าจะเซ็ตอุปกรณ์ ช่างเรื่องเยอะมากๆ พอจบงานก็ต้องเสียเวลาเก็บอุปกร์อีก ถึงบ้านก็พอดีเที่ยงคืนล่ะ นี่คือเรื่องของเวลา

แล้วถ้าเป็นเรื่องของพลังงานล่ะ เราจะต้องแบกหามกันแบบสุดๆ อุปกรณ์กล้องนี่ก็เป็นอะไรที่หนักใช้ได้เลยนะ เพราะพวกขาตั้งอะไรต่างๆนั้น ต้องแข็งแรงพอที่จะไม่ล้มได้ง่ายๆ หนักขนาดนั้นก็ต้องแบกละนะ สุดท้ายก็พลังที่ใช้ขับรถไปขับรถมาอีก เหนื่อยทั้งเซ็ตอุปกร์ทั้งเก็บอุปกรณ์ นี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆกับการออกไปถ่ายงานนอกบ้าน

แต่การที่เราถ่ายงานแบบ Home Studio นั้นจะมีอะไรที่ที่ขึ้นกับเรื่องแบบนี้บ้างล่ะ แน่นอนล่ะ เรื่องแรกเลย เวลา เราจะใช้เวลาในการออกทำงานน้อยลงมากๆ ไม่ต้องเดินทางเพียงแค่นี้ก็ประหยัดทั้งเวลาไปและกลับ ที่เสียไปไม่ต่ำกว่า สองชั่วโมงแน่นอน ยิ่งถ้าใน กทม แล้วด้วย คงสี่ชั่วโมงเป็นแน่ เวลาในการวางแผน จริงๆแล้วมีก็ดีนะแผนการนะ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ซีเรียส เพราะคิดกันสดๆตอนนั้นเลยก็ได้ เพราะมันก็บ้านเรา คิดง่ายมากๆ และมุมแต่ละมุมเราก็คุ้นเคย มันสามารถคิดภาพออกได้ง่ายยิ่งกว่าสถานที่ที่เราไม่เคยไป ประหยัดเวลาไปได้มากกว่าครึ่งแน่ๆ

หรือจะเรียกได้ว่าเหลือเพียงเวลาในการถ่ายเท่านั้นแหละ ต่อมาเรื่องพลังงานร่างกายเรา แต่นอนเลย เราไม่ต้องแบกของไปไหนต่อไหนแล้ว อยู่ในบ้าน แบกไปไม่เกินห้าเมตรเท่านั้น สบายๆกันเลยทีเดียว แล้วก็ไม่ต้องเอาอุปกรณ์ไปกองตรงนู้นตรงนี้เลย สามารถเดินไปหยิบตอนจะใช้จากที่เราเก็บของได้เลยด้วยซ้ำไป อยากจะกินจะทานอะไรก็ง่ายๆดาย เปิดตู้เย็นบ้านเราเองไปเลย เราประหยัดพลังงานกันแบบสุดๆ แม้แต่ตัวแบบเองก็ไม่ต้องไปตากแดดตากฝน นั่งชิวๆในบ้านได้เลย

ทั้งหมดนี้คือการที่ทำให้การทำงานในช่วงที่มีวิกฤตอย่างโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จริงอยู่ที่อาจจะได้โจทย์ไม่กว้างตามต้องการ แต่ว่ากับช่วงวิกฤตแบบนี้ ถือว่าเป็นทำให้อะไรๆง่ายขึ้นเยอะเลย เรื่องของโจทย์เป็นเรื่องของไอเดีย ถ้าเจ๋งจริง ที่บ้านก็สามารถสร้างงานได้ดีกว่าแบบถ่ายนอกบ้านได้เช่นกัน

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  จุดอ่อนบาคาร่า

พิธีกรรมของไทยทรงดำ

ไทยทรงดำเป็นชาวอพยพมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยมากว่า 200ปีแล้ว และได้อยู่กระจายตามจังหวัดต่างๆของประเทศไทย อย่างเช่น สุพรรณบุรี เพชรบุรี นครสวรรค์ ชุมพรพิจิตร พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ และในจังหวัดเลย และได้จั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำขึ้นมา เพื่อเป็นที่รวมกลุ่มของชาวไทยทรงดำ และได้มีการปลูกบ้านที่บ่งบอกว่าเป็นไทยทรงดำเลยทีเดียวโดยการปลูกบ้านหลังคาลักษณะกระดองเต่า และจะมีการประดับที่ยอดจั่วบ้านด้วยการนำเอาเขาควาย หรือเขากวางมาไขว้กันแทบทุกหลังคาเรือน และจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองเฉพาะในกลุ่มไทยทรงดำโดยการให้มีการจัดงาน หมุนเวียนกันไปแต่ละบ้าน ในลานรอบบริเวณศูนย์วัฒนธรรมด้วย

พิธีกรรมของไทยทรงดำ

พิธีอิ่นก๋อนฟ้อนแก๊น  การละเล่นนีเปรียบเสมือนให้หนุ่มสาวมาเลือกคู่ครองโดยการที่จะให้สาวๆมานั่งทำการฝีมือในบ้านใดบ้านหนึ่งและให้บรรดาหนุ่มๆมาดูและได้มีการเล่นคอน หรือลูกช่วง แต่ปัจจุบันการละเล่นชนิดนี้จะมาทำแสดงให้ดูถึงถิ่นกำเนิดของชนเผ่าไทยทรงดำและจะมีการแสดงถึงวัฒนธรรมการแต่งตัว ภาษาของไทยทรงดำเสียมากกว่า

พิธีเสนเรือน  คือการไหว้ผีบรรพบุรุษให้กินดีอยู่ดี จะได้ส่งผลมาถึงลูกหลานเมื่อมีการกราบไหว้บรรพบุรุษอย่างดี จะทำให้ครอบผีบรรพบุรุษคอยปกปักรักษาให้ครอบครัวมีความสุขไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ

พิธีเฮ็ดแฮว  หรือพิธีงานศพของบ้านเรา ชาวไทยทรงดำถือว่าการตายนั้นสำคัญมากและบุคลที่อยู่ในบ้านจะไม่มีการทำงานอาไรเลย จบกว่าจะนำศพของผู้ที่เสียชีวิตในบ้านไปเผาเสียก่อน พิธีเฮ็ดแฮวนี้จำขึ้นหลังจากเผาศพแล้ว จะทำการเก็บกระดูกและจะประกอบพิธีด้วยการส่งดวงวิญญาณกลับยังประเทศเวียดนาม จากนั้นก็จะบอกวิญญาณของผู้ตายให้มารับเครื่องเซ่นทุก10วัน เพราะเชื่อว่าดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้วสามารถห็คุณและให้โทษแก่คนในบ้านได้

การแต่งกายของไทยทรงดำ

การแต่งกายเสื้อผ้าที่ใช้ จะใส่สีดำหรือสีกรมท่า และจะแบ่งการแต่งกายเป็นชายหญิง เสื้อของผู้ชายจะมี2ชนิด เสื้อไท จะมีกระดุมเงินทั้งหมด11เม็ด และสวมกางเกงขาสั้นและมีสายคาดเอว และเสื้อฮีของผู้ชายจะใส่ในช่วงมีพิธีกรรม 

เสื้อของผู้หญิงจะเรียกว่าเสื้อก้อม และจะมีการติดกระดุมเงินไม่เกิน 11เม็ด และจะสวมผ้าซิ่นลายแตงโม ลักษณะหน้าสั้นหลังยาวสะพายกะเหล็บ และพาดบ่าด้วยผ้าเปียวงานพิธีจะสวมเสื้อฮีหญิง

ชีวิตการเป็นอยู่ของไทยทรงดำ มีอีกหลายอย่างที่ไม่ได้มานำเสนอ แต่ก็น่าไปเที่ยวและไปดูชีวิตการเป็นอยู่ของพวกเขาที่ยังรักษาประเพณีเก่าแก่ไว้มาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet

ก่อตั้งธนาคารการเงินที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้

เปิดตระกูลที่ร่ำรวยมากที่สุดและเป็นผู้ที่ก่อตั้งธนาคารการเงินที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้

ครองครัว Rothschild Family

สินทรัพย์สุทธิที่คาดการณ์อยู่ที่ 2ล้านล้านดอนลาร์สหรัฐครองครัวที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลกเป็นครองครัวที่คิดค้นระบบธนาคารที่เราใช้มาถึงทุกวันนี้ในอดีตครอบครัวนี้เคยเป็นผู้ที่สนับสนุนสงครามและอุตสาหกรรมหลายอย่างวงค์ชายของตระกูลนี้ยังเคยใช้กลวิธีใต้โต๊ะ่เป้าหุ้นตลาดหุ้นอังกฤษให้พังลงก่อนที่จะหาโอกาสซื้อทรัพย์สินในราคาที่ต่างๆตระกูลRothschild Familyเป็นตระกูลอภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกสืบเชื้อสายมาจากRothschild Familyชาวยิวที่ได้อพยพไปทางเยรมันนีและได้ริ่มจัดตั้ธนาคารที่นั่นในศตวรรษ1760ต่อมาเขาได้ให้บุคคลชายทั้ง5คนช่วยบุกเบิกธนาคารของครอบครัวไปยังต่างประเทศ

ซึ่งได้ตั้งสาขาอยู่ในห้างเมืองใหญ่ได้แก่ ลอนดอน ปารีส แฟรงเฟิร์ต เวียนนา และ เนโต้ ในศตวรรษที่19ตระกูลRothschild Familyกลายเป็นครอบครัวที่ถือครองทรัพย์สินมากมายที่สุดในโลกและในปัจจุบันธุรกิจของตระกูลนี้มีทั้งสถานบันการเงินอสังหาริมทรัพย์ เหมือง พลังงาน ทรัพย์สินแด่ตระกูลRothschild Familyมีมากมายมหาสารเกินกว่าที่จะประเมิลได้ด้วยสินทรัพย์ที่มากมายมหาสารเช่นนี้ทำให้เกิดเป็นคดีที่สมครบคิดอย่างมากมายว่าตระกูลนี้คือผู้ที่บงการกระแสเงินและสถานบันการเงินต่างๆในโลกและบงการรัฐบาลต่างๆให้ทำสงครามในยุติสงครามระหว่างกันตระกูลRothschild Familyได้เป็นผู้ที่ได้สนับสนุนเงินกู้ให้แก่ในรัฐบาลในอังกฤษ

ในการที่ได้ทำสงครามระหว่างฝรั่งเศษในช่วงสงครามนโปเลี่ยนซึ่งในปี1815ภายในปีเดียวตระกูลนี้ให้เงินสนับสนุนเงินกู้1.8ล้านปอนด์เทียบกับทองคำหนัก70ตันให้แก่ชาติพันธมิตรของอังกฤษเพื่อที่จะพื้นฟูระบบเศรษฐกิจจากสงครามตระกูลRothschild Familyได้ให้เงินกู้แก่บราซิลจำนวน5แสนเรอ้าวเพื่อไปจ่ายรัฐโปรตุเกสและแลกกับเอกราชตระกูลRothschild Familyเป็นผู้ที่สนับสนุนเงินกู้ให้แก่รัฐบาลอังกฤษในการขุดคลองซูเอสที่อียิปต์จำนวน4ล้านปอนด์

และยังสนับสนุนเงินกู้ให้แก่ญี่ปุ่นมูลค่า11.5ล้านปอนด์นการทำสงครามกับรัฐเซียหลังจากที่ได้มีการปราบปรามนโปรเลี่ยนจักรวรรดิองค์ที่หนึ่งแห่งออสเตรียได้ทรงแต่งตั้งตระกูลRothschild Familyให้ได้เป็นขุนนางรัฐเซียแต่ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่สองภัยคุกคามจากนาซีทำให้ตระกูลRothschild Familyสาขาออสเตรีย

ซึ่งได้มีเชื้อสายยิวจำเป็นต้องหนีตายจากยุโรปปไปยังสหรัฐอเมริกาธนาคารและทรัพย์สินของพวกเขาในออสเตรียถูกยึดคฤหาสน์หลายหลังในเวียนนาได้ถูกทำลายในปีประมาณ1999รัฐบาลออสเตรียตกลงที่จะส่งมอบพัดจิดกรรมมากกว่า250ชิ้นคืนแก่ตระกูลRothschild Familyซึ่งได้ถูกยึดไปในสมัยสงครามและในปี2016องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากนั้นก็ได้มีการประเมิลว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่ตระกูลRothschild Familyที่ได้มีการครอบครองอยู่นั้นมีมูลค่าประมาณ1ล้านล้านดอนลาร์สหรัฐหรือคิดเป็น5เท่าของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุด8อันดับโลกมารวมกัน